สหรัฐฯ เปิดหน้าชน สั่งฟ้องอดีตผู้นำคิวบาข้อหาฆาตกรรม ยกระดับมาตรการบีบเปลี่ยนขั้วการเมือง

สหรัฐฯ ประกาศตั้งข้อหาฆาตกรรมต่อราอูล คาสโตร อดีตประธานาธิบดีคิวบา วัย 94 ปี สะท้อนความตึงเครียดระลอกใหม่ระหว่างสองประเทศคู่ขัดแย้งตั้งแต่ยุคสงครามเย็น และเกิดขึ้นในช่วงที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ กำลังผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนระบอบการปกครองในคิวบา ซึ่งพรรคคอมมิวนิสต์ของตระกูลคาสโตรกุมอำนาจเบ็ดเสร็จมาตั้งแต่ครั้งที่ฟิเดล คาสโตร พี่ชายผู้ล่วงลับของเขา เป็นผู้นำการปฏิวัติในปี 2502

ชนวนเหตุในการตั้งข้อหาอดีตผู้นำคิวบาและนักบินเครื่องบินขับไล่ของกองทัพคิวบาอีก 5 นาย มาจากเหตุการณ์เมื่อปี 2539 ที่เครื่องบินรบของคิวบายิงเครื่องบินของกลุ่มชาวคิวบาอพยพพลัดถิ่นตก

เอกสารคำฟ้องระบุข้อกล่าวหาต่อคาสโตรหลายกระทง ได้แก่ ข้อหาสมคบคิดฆ่าพลเมืองสหรัฐฯ 1 กระทง ข้อหาฆาตกรรม 4 กระทง และข้อหาทำลายอากาศยาน 2 กระทง โดยการที่สหรัฐฯ จะดำเนินคดีอาญาต่อผู้นำต่างประเทศนั้นเกิดขึ้นได้ยากมาก การสั่งฟ้องครั้งนี้จึงเป็นตัวอย่างล่าสุดที่สะท้อนถึงความพยายามในการขยายอิทธิพลของสหรัฐฯ ในแถบซีกโลกตะวันตก

ปธน.ทรัมป์ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า สหรัฐฯ จะขับไล่กองกำลังนอกกฎหมาย อาชญากรรม และการแทรกแซงจากต่างชาติออกไปให้หมด

ขณะเดียวกัน ทอดด์ บลานช์ รักษาการอัยการสูงสุดสหรัฐฯ ได้เลี่ยงที่จะตอบคำถามตรง ๆ ว่ากองทัพสหรัฐฯ จะเข้าจับกุมคาสโตรหรือไม่ แต่ออกมาระบุว่า เขาเชื่อว่าวันหนึ่งคาสโตรจะต้องกลับมารับโทษในข้อหาเหล่านี้

ด้านประธานาธิบดี มิเกล ดิอัซ-กาเนล ผู้นำคิวบา โพสต์ข้อความผ่านเอ็กซ์ว่า การส่งเครื่องบินรบไปยิงเครื่องบินเหล่านั้นตกเป็นการกระทำที่ชอบธรรมเพื่อปกป้องน่านฟ้าและดินแดนของตนเอง พร้อมชี้ว่าการสั่งฟ้องของสหรัฐฯ ในครั้งนี้ มีเจตนาแอบแฝงเพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการใช้กำลังทหารโจมตีคิวบา ซึ่งเขาเตือนว่านั่นจะเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 พ.ค. 69)