
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากที่รัฐบาลได้เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิในโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” เป็นวันแรก ตั้งแต่เมื่อเวลา 06.00 น. ที่ผ่านมานั้น พบว่ามีประชาชนเป็นจำนวนมากที่สนใจและกดลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” ซึ่งพบว่าภายในช่วงครึ่งชั่วโมงแรกหลังจากเปิดให้ลงทะเบียน มีประชาชน กดลงทะเบียนรวมแล้วกว่า 10 ล้านสิทธิ
อีกทั้งพบว่า ณ เวลา 06.15 น. เป็นเวลาที่มีประชาชนกดลงทะเบียนสูงสุดถึง 7 แสนสิทธิต่อวินาที จึงทำให้ระบบการลงทะเบียนในช่วงเวลาดังกล่าวเกิดการหน่วง ก่อนที่จะกลับมาลงทะเบียนได้ปกติในช่วง 06.20 น.
ทั้งนี้ ภาพรวมการลงทะเบียน ณ เวลา 12.00 น. พบว่า มีประชาชนลงทะเบียนแล้ว 22.6 ล้านคน ลงทะเบียนสำเร็จ 17.3 ล้านคน รอตรวจสอบคุณสมบัติ 4.92 ล้านคน ขณะที่มีประชาชนลงทะเบียนไม่สำเร็จ 335,319 คน เนื่องจากคุณสมบัติไม่ตรงกับเงื่อนไขโครงการ เช่น เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการรัฐอยู่แล้ว, เป็นผู้ที่เคยทำผิดเงื่อนไขโครงการคนละครึ่ง เป็นต้น
โดยล่าสุด ณ เวลา 14.30 น. ข้อมูลจากเว็บไซต์ “ไทยช่วยไทย พลัส” รายงานว่า ยังมีสิทธิคงเหลืออีกราว 6.9 ล้านสิทธิ
นายวินิจ กล่าวว่า กระทรวงการคลัง และ สศค. อยู่ระหว่างการประเมินและติดตามสถานการณ์การลงทะเบียนอย่างใกล้ชิด โดยยังมั่นใจว่าจำนวนสิทธิ 30 ล้านสิทธิที่รัฐบาลเตรียมไว้รองรับนั้น จะเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนในการดูแลปัญหาปากท้อง จากผลกระทบของวิกฤตพลังงานที่มีสาเหตุมาจากสงครามในตะวันออกกลางได้อย่างแน่นอน
พร้อมยืนยันว่า ระบบการลงทะเบียนรับสิทธินั้น ไม่ได้มีความยุ่งยาก ซึ่งการลงทะเบียนได้แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เคยได้รับสิทธิแล้ว เพียงแค่กดยืนยันรับสิทธิ และกลุ่มที่มีการลงแอปพลิเคชันใหม่ เปลี่ยนโทรศัพท์มือถือ หรือเปลี่ยนเบอร์โทร แต่ไม่ได้แจ้งไว้กับธนาคาร จึงทำให้จำเป็นต้องยืนยันตัวตนใหม่
“ขณะนี้ ยังเห็นภาพประชาชนที่ทยอยเดินทางเข้าไปยืนยันตัวตนตามสาขาของธนาคารกรุงไทยอย่างต่อเนื่อง ขอชี้แจงว่า ระบบยังสามารถยืนยันตัวตนได้ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นกับประชาชนหลายคนในตอนนี้ ที่ไม่สามารถยืนยันตัวตนได้ระบบได้คล่องนัก ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมีการเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือ ลบแอปพลิเคชัน และที่พบมากที่สุดคือ หลายคนจำรหัสเข้าแอปพลิเคชันเป๋าตังไม่ได้ จึงจำเป็นต้องมายืนยันตัวตัวตนใหม่” โฆษกกระทรวงการคลัง ระบุ
สำหรับร้านค้าที่ลงทะเบียนในโครงการไทยช่วยไทย พลัส พบว่า เป็นร้านค้ารายเดิมที่ผ่านเกณฑ์ 9.77 แสนราย โดยในส่วนนี้อยู่ระหว่างร้านค้ากดยอมรับข้อกำหนดและเงื่อนไข 5.84 แสนร้านค้า และลงทะเบียนพร้อมใช้ 3.92 แสนร้านค้า โดยเป็นร้านค้าใหม่ 9,000 ร้านค้า ในส่วนนี้อยู่ระหว่างการรอตรวจสอบ 7,000 ร้านค้า และผ่านการตรวจสอบข้อมูล 1,950 ร้านค้า ซึ่งในส่วนนี้อยู่ระหว่างร้านค้ากดยอมรับข้อกำหนดและเงื่อนไข 274 ร้านค้า และเป็นร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จแล้ว 1,680 ร้านค้า
ดังนั้น ร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จ พร้อมใช้แล้วจะอยู่ที่ 3.93 แสนร้านค้า และในวันที่ 10 มิ.ย.นี้ จะเปิดให้ร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมกับแพลตฟอร์มเดลิเวอร์รี่ ซึ่งขณะนี้ได้รับการยืนยันแล้วว่าทุกแพลตฟอร์มพร้อมจะเข้าร่วมโครงการด้วย โดยประชาชน จะเริ่มใช้จ่ายผ่านแพลตฟอร์มเดลิเวอร์รี่ได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย. เป็นต้นไป
โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวด้วยว่า ในส่วนของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการนั้น ขออย่าได้กังวลเรื่องภาษีย้อนหลัง เพราะตามข้อเท็จจริงแล้วประชาชนทุกคนมีหน้าที่ต้องเสียภาษีอยู่แล้ว หากมีรายได้ถึงเกณฑ์ และส่วนใหญ่ร้านที่เข้าร่วมโครงการเป็นร้านค้าขนาดเล็ก ซึ่งมีรายได้ยังไม่ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษี จึงไม่อยากให้ต้องกังวลในประเทศเด็นดังกล่าว
ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังได้ส่งเรื่องให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อดำเนินคดีกับร้านค้าราว 300 แห่ง ที่ทำผิดเงื่อนไขในโครงการคนละครึ่ง พลัส ก่อนหน้านี้
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (25 พ.ค. 69)





