
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) เปิดเผยบทวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจและการเงิน ประจำสัปดาห์ โดยประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทย จากผลของมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” คาดช่วยหนุนการใช้จ่ายระยะสั้น และเพิ่ม GDP ปีนี้ให้เพิ่มขึ้นได้ราว 0.2-0.5% ขณะที่สถานการณ์เศรษฐกิจโลก ประธานาธิบดีสหรัฐฯ “โดนัลด์ ทรัมป์” เผยการเจรจากับอิหร่านเข้าใกล้ข้อตกลงสันติภาพมากขึ้น
เศรษฐกิจไทย
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” (60/40) เมื่อวันที่ 19 พ.ค.69 ประกอบด้วย 2 มาตรการ ได้แก่
1. บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยเติมเงินอีก 700 บาท จากของเดิม 300 บาท รวมเป็น 1,000 บาท/คน/เดือน จำนวนผู้มีสิทธิรอบที่แล้ว 13.2 ล้านคน คาดวงเงิน 5-6 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะมีการลงทะเบียนเพื่อคัดกรองผู้มีสิทธิในระยะที่สองต่อไป
2. ไทยช่วยไทยพลัส 60/40 รัฐบาลร่วมจ่าย 1,000 บาท/คน/เดือน เป็นเวลา 4 เดือน (มิ.ย.-ก.ย.) โดยรัฐบาลจ่ายในสัดส่วน 60% ประชาชน 40% ผู้เข้าร่วม 30 ล้านคน วงเงิน 1.2 แสนล้านบาท โดยมาตรการนี้มีแหล่งเงินมาจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท
สำหรับมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” คาดว่าช่วยกระตุ้นการบริโภค ตั้งแต่ปลายไตรมาส 2/69 ต่อเนื่องถึงไตรมาส 3/69 ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน คาดว่าประชาชนมีแนวโน้มที่จะระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ท่ามกลางค่าครองชีพที่สูงขึ้น รายได้โตต่ำ และภาระหนี้สูง ดังนั้นตัวคูณทางเศรษฐกิจ (Multiplier effect) จึงอาจน้อยกว่ามาตรการรอบก่อน
โดยในกรณีฐาน คาดว่า มาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” จะช่วยเพิ่ม GDP ได้ราว 0.2-0.5% อย่างไรก็ดี มาตรการดังกล่าวอาจกระตุ้นการบริโภคล่วงหน้า และลดทอนการใช้จ่ายหลังมาตรการสิ้นสุดลง (Payback Effect) จึงอาจส่งผลต่อ GDP ในระยะต่อไปได้
เศรษฐกิจโลก
นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แถลงความคืบหน้าการเจรจาสันติภาพกับอิหร่าน โดยระบุว่า อยู่ในช่วงสรุปรายละเอียดขั้นสุดท้าย ก่อนนำไปสู่การลงนามทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ส่งผลให้ตลาดการเงินกังวลน้อยลงต่อแรงกดดันเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า สะท้อนจากการปรับตัวลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ท่ามกลางราคาน้ำมันดิบ (Brent) ที่ลดลงต่ำกว่าระดับ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล
อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามรายละเอียดเรื่องโครงการนิวเคลียร์ในอิหร่าน และการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ที่อาจเป็นอุปสรรคสำคัญในการบรรลุข้อตกลง
ขณะที่รายงาน PMI เบื้องต้น (Flash PMI) ของกลุ่มประเทศหลัก ได้แก่ สหรัฐฯ และยูโรโซน ในเดือนพ.ค. ยังคงสะท้อนภาพรวมที่อ่อนแอ โดยแม้ว่าดัชนีภาคการผลิตจะขยายตัวดี แต่แรงหนุนหลักมาจากการสะสมสินค้าคงคลัง ท่ามกลางความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง ขณะที่ดัชนีภาคบริการชะลอตัวต่อเนื่อง จากความกังวลเรื่องต้นทุนสินค้าและบริการที่สูงขึ้น ซึ่งกระทบต่อการลงทุน การบริโภค และการท่องเที่ยว ซึ่งอาจส่งผลให้เศรษฐกิจในภาพรวมชะลอตัวชัดเจนขึ้นในระยะข้างหน้า
เศรษฐกิจจีน
เศรษฐกิจในประเทศยังชะลอตัว สวนทางกับภาคการส่งออก ยอดค้าปลีกสินค้าในเดือนเม.ย. แทบไม่เติบโตที่ 0.2%YoY ซึ่งอ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่เดือนธ.ค.66 ขณะที่การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร พลิกกลับมาหดตัวอีกครั้ง ส่วนภาคอสังหาริมทรัพย์ ยังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัวชัดเจน โดยราคาบ้านใหม่หดตัวต่อเนื่องที่ -3.6% ดังนั้น การส่งออกจึงน่าจะยังเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักในระยะข้างหน้า ภายใต้เงื่อนไขที่ความขัดแย้งทางการค้าอยู่ในระดับที่จำกัด
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 พ.ค. 69)





