
ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการทบทวนการมอบหมายหน่วยงานจัดทำ “บัญชีนวัตกรรมไทย” โดยปรับเปลี่ยนให้ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. ทำหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ และบริการนวัตกรรม ที่ขอขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทย แทนสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป พร้อมทั้งให้ สวทช. สนับสนุนการปฏิบัติงานเชิงเทคนิคแก่ สนช. อย่างต่อเนื่อง
โดยก่อนหน้านี้ ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2558 ได้มอบหมายให้ สวทช. เป็นหน่วยตรวจสอบคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมที่ขอขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทย และให้สำนักงบประมาณ เป็นหน่วยตรวจสอบราคาและประกาศบัญชีนวัตกรรมไทย โดยที่ผ่านมา สวทช. ได้มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานและขับเคลื่อนระบบบัญชีนวัตกรรมไทยมาอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้โครงสร้างการดำเนินงานมีความเหมาะสมกับภารกิจด้านการส่งเสริมและต่อยอดนวัตกรรมเชิงพาณิชย์มากยิ่งขึ้น กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จึงได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเห็นว่า สนช. ซึ่งมีภารกิจหลักด้านการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาระบบนวัตกรรมของประเทศ รวมถึงการผลักดันผลงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจและสังคม มีความเหมาะสมในการทำหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมที่ขอขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทย
ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า การปรับบทบาทครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการบัญชีนวัตกรรมไทย ให้มีความคล่องตัว โปร่งใส และสอดคล้องกับระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ยังคงอาศัยความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจาก สวทช. ในการสนับสนุนด้านเทคนิค เพื่อให้กระบวนการตรวจสอบมีมาตรฐานและความน่าเชื่อถืออย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ “บัญชีนวัตกรรมไทย” ถือเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนผู้ประกอบการและนวัตกรรมไทย โดยเปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐสามารถจัดซื้อจัดจ้างผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมที่ขึ้นทะเบียนได้โดยตรง ในสัดส่วนไม่น้อยกว่า 30% ของความต้องการใช้งานทั้งหมดของหน่วยงาน ซึ่งผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ได้รับการขึ้นทะเบียน จะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐสูงสุด 8 ปี เพื่อส่งเสริมให้นวัตกรรมไทยสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล ลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเติบโต บนฐานนวัตกรรมอย่างยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม สำนักงบประมาณ จะยังคงทำหน้าที่ตรวจสอบราคา และประกาศขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทยตามเดิม เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพสูงสุด
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 พ.ค. 69)





