
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงภาพรวมการค้าสินค้าเกษตรไทยกับตลาดโลกในไตรมาส 1/69 มีมูลค่ารวม 519,016 ล้านบาท โดยเป็นมูลค่าการส่งออก 356,575 ล้านบาท และมูลค่าการนำเข้า 162,441 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงเกินดุลการค้าสินค้าเกษตรสูงถึง 194,134 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่า ภาคเกษตรและอาหารไทยยังมีฐานการผลิตที่เข้มแข็ง และยังคงมีบทบาทสำคัญในตลาดโลก
นายสุริยะ กล่าวว่า แม้ตัวเลขเกินดุลการค้าสินค้าเกษตรยังอยู่ในระดับสูง แต่การเปลี่ยนแปลงของมูลค่าการค้าทั้งด้านส่งออกและนำเข้า เป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินทิศทางของห่วงโซ่เกษตรและอาหารไทยในระยะต่อไป โดยเฉพาะท่ามกลางปัจจัยแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทั้งภาวะราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลก การแข่งขันด้านราคา ต้นทุน โลจิสติกส์ อัตราแลกเปลี่ยน ตลอดจนมาตรฐานทางการค้าและสิ่งแวดล้อมที่มีบทบาทมากขึ้นในตลาดโลก
“ไทยยังมีความได้เปรียบในหลายด้าน ทั้งความหลากหลายของสินค้าเกษตร ฐานการผลิตอาหารที่มีคุณภาพ ความเชี่ยวชาญด้านเกษตรเขตร้อน และชื่อเสียงของสินค้าอาหารไทยในตลาดโลก แต่การแข่งขันในระยะต่อไปไม่สามารถพึ่งพาปริมาณหรือราคาตลาดโลกเพียงอย่างเดียวได้ จำเป็นต้องยกระดับไปสู่สินค้าเกษตรที่มีมูลค่าเพิ่มสูง มีมาตรฐาน ตรวจสอบย้อนกลับได้ และตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของแต่ละตลาด” นายสุริยะ กล่าว
สำหรับโครงสร้างตลาด พบว่า บางตลาดหลักมีการปรับตัวลดลงตามภาวะเศรษฐกิจและการแข่งขัน ขณะที่ตลาดเอเชียใต้มีสัญญาณขยายตัวที่น่าสนใจ โดยมูลค่าการค้ากับเอเชียใต้เพิ่มขึ้น 55.84% และการส่งออกเพิ่มขึ้น 153.85% สะท้อนโอกาสของไทยในการกระจายตลาดเชิงยุทธศาสตร์ โดยต้องวิเคราะห์เชิงลึกเป็นรายสินค้า รายตลาด และรายคู่แข่ง เพื่อกำหนดแนวทางการส่งออกให้เหมาะสมกับแต่ละกลุ่มตลาด เช่น ตลาดพรีเมียมเน้นมาตรฐาน คุณภาพ และความแตกต่างของสินค้า ตลาดทั่วไปเน้นความสามารถด้านต้นทุนและความต่อเนื่องของอุปทาน ส่วนตลาดเกิดใหม่เน้นความมั่นคงทางอาหารและความร่วมมือเชิงเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
นายสุริยะ กล่าวว่า โครงสร้างสินค้าเกษตรไทยยังมีสัดส่วนสินค้าเกษตรขั้นต้นและกึ่งแปรรูปอยู่ในระดับสูง เช่น ข้าว ยางพารา ผลไม้สด และสินค้าเกษตรที่ราคาผูกกับตลาดโลก จึงควรเร่งยกระดับสินค้าเกษตรมูลค่าเพิ่มสูงให้มีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าแปรรูปที่ไทยมีศักยภาพ อาทิ ไก่แปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง ปลาทูน่าปรุงแต่ง เครื่องปรุงรส อาหารพร้อมบริโภค และสินค้าอาหารที่ใช้มาตรฐานความปลอดภัยสูง ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม และช่วยเสริมความยืดหยุ่นให้กับภาคเกษตรไทยท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลก
ด้าน นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า สศก. ในฐานะหน่วยงานด้านข้อมูลและวิเคราะห์เศรษฐกิจการเกษตรเห็นว่าแนวทางสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรไทย คือ การเพิ่มสัดส่วนสินค้าเกษตรมูลค่าเพิ่มสูง ควบคู่กับการรักษาฐานสินค้าเกษตรหลักของไทย เพื่อให้ภาคเกษตรไทยมีความยืดหยุ่นต่อความผันผวนของราคาตลาดโลกมากขึ้น พร้อมทั้งพัฒนาระบบข้อมูลด้านการค้าเกษตรที่สามารถติดตามสถานการณ์คู่ค้า คู่แข่ง และสินค้าในระดับลึก เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงของส่วนแบ่งตลาด และปัจจัยการแข่งขันในแต่ละสินค้าและแต่ละตลาด ไม่ว่าจะเป็นราคา คุณภาพ มาตรฐาน โลจิสติกส์ หรือมาตรการทางการค้า
นอกจากนี้ ควรเร่งพัฒนาระบบมาตรฐานและการตรวจสอบย้อนกลับ ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของภาคเกษตรไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่เกี่ยวข้องกับกติกาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน เช่น ยางพารา ปศุสัตว์ ข้าว อาหารทะเล และสินค้าเกษตรแปรรูป เพื่อเปลี่ยนมาตรฐานจากภาระด้านต้นทุนให้เป็นโอกาสในการสร้างความเชื่อมั่นและมูลค่าเพิ่มในตลาดโลก พร้อมทั้งพัฒนาระบบติดตามการส่งผ่านราคา เพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์ต้นทุน ส่วนต่างราคา และผลตอบแทนตลอดห่วงโซ่สินค้าเกษตรอย่างโปร่งใส
อย่างไรก็ดี โจทย์สำคัญของภาคเกษตรไทยในระยะต่อไป ไม่ใช่เพียงการส่งออกสินค้าเกษตรให้ได้มากขึ้น แต่คือการทำให้สินค้าเกษตรไทยแข่งขันได้ด้วย คุณภาพ มาตรฐาน ความน่าเชื่อถือ การตรวจสอบย้อนกลับ การแปรรูป และการสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อให้มูลค่าจากตลาดโลกสามารถส่งผ่านกลับมายังเกษตรกรและเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างยั่งยืน
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 พ.ค. 69)





