“เฮกเซธ” ลั่นสหรัฐฯ-พันธมิตรพร้อมถ่วงดุลจีน ยกสัมพันธ์ญี่ปุ่นเป็นแรงหนุนสำคัญ

พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ กล่าวในการประชุมแชงกรี-ลา ไดอะล็อก (Shangri-La Dialogue) ที่สิงคโปร์ในวันนี้ (30 พ.ค.) ว่า แม้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ จะอยู่ในระดับที่ดีที่สุดในรอบหลายปี แต่ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกยังคงมีความกังวลต่อการเสริมสร้างกำลังทหารของจีนที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงการขยายบทบาททางทหารทั้งในและนอกภูมิภาค

เฮกเซธระบุว่า สหรัฐฯ และพันธมิตรจะไม่ยอมให้เอเชียถูกครอบงำโดยมหาอำนาจใดมหาอำนาจหนึ่ง เพราะอาจกระทบต่อดุลอำนาจและความสมดุลที่ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคพยายามรักษาไว้ พร้อมย้ำว่าสหรัฐฯ จะรับมือกับความท้าทายดังกล่าวด้วยความเข้มแข็ง รอบคอบ และมีเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่ใช่ด้วยการเผชิญหน้าโดยไม่จำเป็น

รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ยังเรียกร้องให้จีนเคารพบทบาทของสหรัฐฯ ในภูมิภาค โดยชี้ว่าสหรัฐฯ เป็นประเทศในภูมิภาคแปซิฟิกเช่นกัน และมีบทบาทในพื้นที่นี้มาอย่างยาวนาน

คำกล่าวดังกล่าวมีขึ้นเพียง 2 สัปดาห์หลังการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ และสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพความสัมพันธ์มากกว่าการแก้ไขประเด็นภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจสำคัญต่าง ๆ

เมื่อเทียบกับการกล่าวสุนทรพจน์เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเฮกเซธเคยเตือนถึงผลกระทบร้ายแรงต่อโลก หากจีนใช้กำลังบุกไต้หวัน ท่าทีของเขาในปีนี้ถือว่าอ่อนลง โดยมุ่งเน้นอธิบายยุทธศาสตร์ของรัฐบาลทรัมป์ในการรักษาสันติภาพในภูมิภาค ซึ่งเขาระบุว่าตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ไม่ใช่แนวคิดในอุดมคติหรือความคาดหวังที่สวยหรูเกินจริง

เฮกเซธกล่าวเพิ่มเติมว่า สหรัฐฯ มองว่า พันธมิตรในเอเชียเข้าใจมาโดยตลอดว่า ความร่วมมือที่ยั่งยืนต้องตั้งอยู่บนผลประโยชน์แห่งชาติที่สอดคล้องกัน มากกว่าคุณค่าทางอุดมการณ์ พร้อมมองว่านี่คือจุดแข็งที่ทำให้พันธมิตรและหุ้นส่วนของสหรัฐฯ ในภูมิภาคแปซิฟิกสามารถทำหน้าที่ถ่วงดุลภัยคุกคามต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เขาระบุว่า เมื่อผลประโยชน์ของแต่ละฝ่ายสอดคล้องกัน ทุกประเทศก็สามารถดำเนินการร่วมกันได้อย่างเด็ดขาด แต่หากมีความเห็นต่าง ก็สามารถปรับตัวตามสถานการณ์ได้อย่างเป็นรูปธรรมโดยไม่จำเป็นต้องสร้างความขัดแย้งทางอารมณ์หรือศีลธรรม

นอกจากนี้ เฮกเซธยังกล่าวว่า ยุคที่สหรัฐฯ รับภาระค่าใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศให้กับประเทศร่ำรวยได้สิ้นสุดลงแล้ว โดยสหรัฐฯ ต้องการพันธมิตรที่ร่วมแบ่งปันความรับผิดชอบ ไม่ใช่ประเทศที่พึ่งพาการคุ้มครองจากสหรัฐฯ เพียงฝ่ายเดียว

สำหรับญี่ปุ่น เฮกเซธกล่าวชื่นชมการดำเนินนโยบายด้านกลาโหมของรัฐบาล ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น โดยระบุว่าญี่ปุ่นได้ดำเนินมาตรการที่เป็นรูปธรรมเพื่อเร่งการปรับเปลี่ยนด้านการป้องกันประเทศ และรัฐบาลทรัมป์มีความคาดหวังสูงต่อความเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น

เขากล่าวปิดท้ายว่า ทั้งสหรัฐฯ และญี่ปุ่นกำลังเพิ่มความร่วมมือด้านการวางกำลังและการลงทุนในขีดความสามารถที่จำเป็น แม้ยังมีงานสำคัญที่ต้องดำเนินการอีกมาก แต่ความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศกำลังเดินหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 พ.ค. 69)