
นายพิริยพล คงวาณิช นักกลยุทธ์ปัจจัยพื้นฐาน ฝ่าย Wealth Research บล.บัวหลวง เปิดเผย ปัจจัยที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 33 เดือนในเดือนพฤษภาคม และมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อเข้าสู่ SET target (bull case) ที่ 1,620 ในเดือนมิถุนายน แม้เศรษฐกิจไทยอาจชะลอ เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยและโครงสร้างตลาดหุ้นไทยมีองค์ประกอบแตกต่างกัน แม้เศรษฐกิจไทยจะพึ่งพาการส่งออกสินค้าคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงราว 60% ของ GDP ในไตรมาส 1/69 แต่ถูกหักกลบจากการนำเข้าที่สูงถึง 67% ของ GDP ทำให้ดุลการค้าสุทธิ (Net Export) ติดลบราว 7%
ขณะเดียวกันเศรษฐกิจไทยยังอาจถูกกดดันจากภาคการท่องเที่ยว ซึ่งมีสัดส่วนราว 15% ของ GDP และการบริโภคในประเทศที่คิดเป็นราว 55% ของ GDP ซึ่งได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากสงครามในภาวะหนี้ครัวเรือนสูง
ขณะที่ โครงสร้าง Market cap ของตลาดหุ้นกลับแตกต่างออกไป โดยกลุ่มพลังงานและโรงไฟฟ้าคิดเป็นสัดส่วนราว 18% (กลุ่มเครือ PTT ราว 10%) ของมูลค่าตลาดรวม (Market Cap) ของ SET กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ราว 24% กลุ่มสื่อสารราว 9% กลุ่มปิโตรเคมีราว 2% และกลุ่มบรรจุภัณฑ์ราว 1% รวมกันคิดเป็นมากกว่า 54% ของมูลค่าตลาดทั้งหมด ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับแรงหนุนโดยตรงจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น วัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์โลกที่ฟื้นตัวตามกระแส AI รวมถึงการเร่งตัวของการลงทุน FDI และ Data Center ในไทย จึงกลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ SET สามารถปรับตัวขึ้นได้แข็งแกร่ง แม้เศรษฐกิจไทยโดยรวมจะยังมีความเสี่ยงชะลอตัว ส่งผลให้ประมาณการการเติบโต GDP ไทยปี 69 ถูกปรับลดลงต่อเนื่องจากระดับราว 2.0% ลงสู่ 1.7% สวนทางกับกำไรตลาดหุ้น (SET EPS) ที่ปรับเพิ่มขึ้นราว 1.7% จากต้นปีไปอยู่ที่ 98 สะท้อนความแตกต่างของโครงสร้าง”
แม้เศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปี 69 อาจจะชะลอลงและมีลักษณะ K-shape มากขึ้น โดยกลุ่ม K ขาบนยังเติบโตได้ดี เช่น การลงทุนและการส่งออก ขณะที่ K ขาล่างอย่างการบริโภคในประเทศอาจเผชิญแรงกดดัน แต่ตลาดหุ้นยังคาดได้รับแรงหนุนจาก K ขาบนจากทั้ง 1) วัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์โลกขาขึ้น (Global electronics upcycle) ยังคงดำเนินต่อ, 2) การลงทุนรอบใหม่ของไทย (Thailand investment upcycle) และ 3) สหรัฐฯ-อิหร่าน ยังมองอยู่ในระหว่างการเจรจาบรรลุข้อตกลงขยายเวลาหยุดยิง 60 วัน เพื่อเปิดทางสู่การเจรจาสันติภาพ ถึงแม้ระยะสั้น อาจยังมีความผันผวนจากการปะทะกันอยู่บ้าง
ทั้งนี้ ยังคาดเห็นแรงทยอยซื้อกลับหุ้น laggard ที่ราคาลงเกินพื้นฐาน (Mean reversion) โดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีก กลุ่มโรงไฟฟ้า SPP กลุ่มโรงพยาบาลที่เน้นผู้ป่วยต่างชาติ รวมถึงกลุ่มท่องเที่ยว
4 โอกาสลงทุนในเดือนมิถุนายน
1) วัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ของไทย – Thailand BOI FastPass หนุนเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มดิจิทัล-Data Center และอิเล็กทรอนิกส์ GULF, WHAUP
2) อิเล็กทรอนิกส์โลกขาขึ้น – หลังส่งออกอิเล็กทรอนิกส์เอเชีย ทั้งไทย เกาหลี ญี่ปุ่น และไต้หวัน ยังเร่งตัวตามกระแส AI และ Data Center KCE
3) วัฏจักรดอกเบี้ยขาลงใกล้จุดสิ้นสุด/ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth management) โตเด่น หลังมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ของธุรกิจกองทุนที่ยังขยายตัวต่อเนื่องทั้ง MoM และ YoY ในเดือนเมษายน ได้แก่ KASSET (+1.7% MoM, +11.5% YoY), SCBAM (+1.0% MoM, +4.9% YoY), KTAM (+0.8% MoM, +14.2% YoY)/คาดการณ์ปันผลสูง
KTB (ปี 69 ปันผล 6.6%), KBANK (6.5%), SCB (7.5%)
4) ความสามารถในการบริหารต้นทุนจะเป็นปัจจัยสำคัญหนุนกำไรกลุ่มค้าปลีก – โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ตั้งแต่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน ช่วยลดผลกระทบจากค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น เน้น laggard ที่รายได้โต-มาร์จิ้นหนุนกำไรเด่น CRC, MOSHI
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 มิ.ย. 69)





