หุ้นไทยแนวโน้มดัชนีเช้าแกว่งลง กลับมากังวลตอ.กลางหลังเปิดฉากโจมตีรอบใหม่-สหรัฐฯจ่อเก็บภาษีนำเข้าเพิ่ม

นักวิเคราะห์ฯ คาดหุ้นไทยเช้านี้แกว่งลง Sentiment ต่างประเทศเป็นลบ หลังสถานการณ์ตะวันออกกลางปะทุ สหรัฐฯ-อิหร่านเปิดฉากโจมตีเรือน้ำมันและตอบโต้ด้วยขีปนาวุธ สร้างความไม่แน่นอนต่อการเจรจาสันติภาพ ประกอบกับข่าวสหรัฐฯ เตรียมพิจารณาเก็บภาษีนำเข้าสินค้าหลายประเทศ รวมถึงไทย โดยประเมินกรอบแนวรับ 1,580 จุด และหากหลุดระดับดังกล่าวจะมีแนวรับถัดไปที่ 1,570 จุด ขณะที่แนวต้าน 1,600 จุด

นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล, CISA ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ กล่าวว่าแนวโน้มตลาด

หุ้นไทยเช้านี้คาดดัชนีแกว่งลง สถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียด หลังมีรายงานการโจมตีจากทั้งสหรัฐและอิหร่าน โดยสหรัฐโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่าน ในขณะที่อิหร่านโจมตีคูเวต ซึ่งอาจทำให้การเจรจายุติสงครามมีความไม่แน่นอนมากขึ้น และการปิดช่องแคบฮอร์มุซจะคงดำเนินต่อไป แม้ประเด็นดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้น หนุนหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำในตลาดหุ้นไทย แต่ Sentiment โดยรวมเป็นลบ

นอกจากนี้ ตลาดยังถูกกดดันจากกระแสข่าวล่าสุดที่ระบุว่า สหรัฐฯ จะพิจารณาเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากหลายประเทศรวมถึงประเทศไทย ในอัตราประมาณ 10% ถึง 12.5% ภายใต้มาตรา 301 เพื่อเป็นมาตรการทดแทนหลังจากศาลฎีกาของสหรัฐฯ ตัดสินว่ารัฐบาลใช้อำนาจเกินขอบเขต

อย่างไรก็ตาม ประเด็นภาษีดังกล่าวยังไม่มีการเรียกเก็บในทันที แต่เปิดช่องให้ประเทศคู่ค้าสามารถยื่นเอกสารชี้แจง ทบทวน หรือเจรจาต่อรองได้ จึงประเมินผลกระทบเป็นลักษณะ Neutral เนื่องจากมองว่าเป็นเพียงเกมการค้าเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองของสหรัฐฯ

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ประเด็นที่ตลาดให้ความสนใจคือการใช้จ่ายในโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ซึ่งพบว่าได้รับกระแสตอบรับจากประชาชนค่อนข้างดี โดยมาตรการนี้บวกต่อหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคภายในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีก และกลุ่มธุรกิจการเงิน

พร้อมทั้งให้กรอบแนวรับ 1,580 จุด และหากหลุดให้แนวรับถัดไปที่ 1,570 จุด ขณะที่แนวต้าน 1,600 จุด

 

ประเด็นพิจารณาการลงทุน

– ตลาดหุ้นนิวยอร์ก (3 มิ.ย.) ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 50,687.07 จุด ลดลง 620.72 จุด หรือ -1.21% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,553.68 จุด ลดลง 56.10 จุด หรือ -0.74% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,853.98 จุด ลดลง 239.92 จุด หรือ -0.89%

– ตลาดหุ้นเอเชียเช้านี้เปิดลบทั้งกระดาน ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดที่ระดับ 67,860.84 จุด ลดลง 541.29 จุด หรือ -0.79%, ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดที่ระดับ 25,465.30 จุด ลดลง 167.91 จุด หรือ -0.66% และดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนเปิดที่ระดับ 4,053.67 จุด ลดลง 30.30 จุด หรือ -0.74%

– ตลาดหุ้นไทยปิดล่าสุด (2 มิ.ย.) 1,588.06 จุด เพิ่มขึ้น 19.69 จุด (+1.26%) มูลค่าซื้อขาย 93,010.91 ล้านบาท

– นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ (2 มิ.ย.) 8,653.67 ล้านบาท

– ราคาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือน ก.ค. (3 มิ.ย.) เพิ่มขึ้น 2.26 ดอลลาร์ หรือ 2.41% ปิดที่ 96.02 ดอลลาร์/บาร์เรล

– ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ปิดล่าสุด (3 มิ.ย.) อยู่ที่ 21.92 ดอลลาร์/บาร์เรล

– เงินบาทเปิด 32.71 อ่อนค่า หลังกังวลตอ.กลางกลับมาตึงเครียด คาดกรอบวันนี้ 32.60-32.80

– เดือดระลอกใหม่! ศึกกลางทะเลนับตั้งแต่หยุดยิง 7 เม.ย. อิหร่านส่งมิสไซล์โต้กลับถล่มฐานทัพสหรัฐ ในคูเวต-บาห์เรน หลังอเมริกาถล่มฐานเรดาร์อิหร่านบน “เกาะเกชม์” ยิงขีปนาวุธสกัดเรือบรรทุกน้ำมันมุ่งสู่อิหร่านพังจนหมดสภาพเป็น ลำที่ 6 “รูบิโอ” ยื่นคำขาด ไม่เลิกนิวเคลียร์ไม่ผ่อนปรนคว่ำบาตร สถานการณ์ตึงเครียดฉุดราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งแตะ 97 ดอลลาร์

– สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อเข้าเดือนที่ 4 “สภาพัฒน์” ชี้ผลกระทบ เศรษฐกิจ 5 ด้าน ห่วงฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน น้ำมันนาน แม้ช่องแคบฮอร์มุซคลี่คลาย สร้างวิกฤติราคาพลังงานต่อเนื่อง ลามต้นทุน ค่าครองชีพ เงินเฟ้อพุ่ง ซ้ำเติมอุตสาหกรรมเกษตรกรรม เครื่องยนต์หลัก “ส่งออก-ท่องเที่ยว” สัญญาณหดตัวแรง ชี้จุดเปราะบาง ช่องว่างการคลังจำกัด รัฐเสี่ยงไร้กระสุนพยุงเศรษฐกิจ

– ส.อ.ท.เตือนผู้ผลิตอาจส่งผ่านต้นทุนสู่ผู้บริโภค สศอ.ชี้สงครามตะวันออกกลางฉุดห่วงโซ่อุปทานโลก ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนโลจิสติกส์เพิ่ม 50-90% ด้านกลุ่มสินค้าจำเป็นประสานเสียง “ต้นทุนยังสูง” ทุกอย่างที่อิงวัตถุดิบปิโตรเลียมขยับถ้วนหน้า “มาม่า-ยูนิลีเวอร์-ลอรีอัล” ไม่ขึ้นราคา จับตาไตรมาส 2 กำไรเปราะบาง รับรู้ผลกระทบต้นทุน

– รื้อบัตรคนจนรอบใหม่ ไฟเขียวเริ่ม 4 มิ.ย. ทบทวนสิทธิเก่าผ่าน 5 ช่องทาง คนใหม่ยังไม่มีลงทะเบียน ปลัดคลังเตือนร้านค้าฉวยขึ้นราคาระวังเจอดี “เอกนิติ” แจงเกณฑ์ครหาตัดสิทธิบุตรนำชื่อไปลดหย่อนภาษี ย้ำต้องตรวจสอบอาจมีคนไม่ได้เดือดร้อนแล้วได้บัตรไป ย้ำดูแลทุกกระบวนการ

– คลังห่วงจัดเก็บรายได้ปีนี้ หลังเผชิญวิกฤติสงครามและพลังงานถือเป็นความท้าทายมาก แม้ยอดจัดเก็บ 7 เดือนยังเกินเป้ากว่า 3 หมื่นล้านบาท

– มาเลเซียระงับนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์ฮิต “พาณิชย์” แก้ปัญหาเชิงรุกพร้อมออก 13 มาตรการสั่งลุยระบายสินค้าเกรดส่งออกนำกุ้งลายเสือ-แชบ๊วย-กุ้งขาว บุกตลาดท่องเที่ยว ภูเก็ต กระบี่ ตรัง จัดมหกรรมค้าชายแดน กระจายสินค้าไปจีน-ญี่ปุ่น-สหรัฐ อุ้มเกษตรกร พร้อมเดินหน้าถกเวทีอาเซียน-องค์การการค้าโลก พบชนวนเหตุอาจเกี่ยวโยงกรณีไทยคัดกรองเข้มปลากะพงมาเลย์ที่พบสารเคมีปนเปื้อนตั้งแต่ปลายปี 68 วันนี้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งรวมตัวบุกกรมประมง จี้กู้วิกฤติราคากุ้งดิ่งเหว

– ที่ประชุมบอร์ดบีโอไอได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของบริษัท เพียวไซเคิล (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อลงทุนโครงการผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลชนิดโพลีโพรพิลีน มูลค่าเงินลงทุนกว่า 8,100 ล้านบาท ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตอุตสาหกรรมไออาร์พีซี จังหวัดระยอง มีกำลังผลิตประมาณ 59,000 ตันต่อปี โดยใช้เศษพลาสติกในประเทศเป็นวัตถุดิบ 100% คิดเป็นปริมาณราว 65,600 ตันต่อปี หรือมูลค่ากว่า 1,150 ล้านบาท

– ส.กทอ. เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการขอรับการสนับสนุนเงินกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ประจำปี 2569 วงเงินรวม 9,000 ล้านบาท ว่าตั้งเป้าหมายเบิกจ่ายให้แล้วเสร็จในไตรมาส 1 ปี 2570 โดยแบ่งเป็นวงเงิน 7,500 ล้านบาท สำหรับจำเป็นเร่งด่วน 10 โครงการ ซึ่งเปิดรับข้อเสนอไปแล้ว และอยู่ระหว่างการกลั่นกรองจะเสร็จภายใน 1-2 เดือนนี้

 

หุ้นเด่นวันนี้

– SCB (ฟินันเซีย) แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 170 บาท ระยะสั้นภาพ Bond Yield ทั่วโลกยืนสูงและความเสี่ยงเงินเฟ้อคาดยังเป็นปัจจัยหนุนกลุ่มธนาคารให้ยืนทรงตัวแข็งแกร่ง จากทิศทางดอกเบี้ยขาลงที่จบและมีแนวโน้มที่อาจปรับขึ้นในอนาคต ราคาหุ้นลดลง -1% YTD ยัง Laggard กลุ่มธนาคารอย่างมีนัยที่ +12% YTD ขณะที่จุดเด่นยังเป็น Dividend Yield สูงราว 8% ต่อปี

– KTC (กสิกรไทย) แนะนำ “ซื้อ” ราคาพื้นฐาน 39.00 บาท คงเป้าปี 69 คาดสินเชื่อโต 1-2%, NPL ต่ำกว่า 2% ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตยังโตดี แม้ราคาน้ำมันผันผวนและมีความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ คุณภาพสินทรัพย์ยังแข็งแกร่งจากการคุมปล่อยสินเชื่อเข้มงวด พร้อมคาดต้นทุนดอกเบี้ยลดลง หนุน NIM ขยับขึ้นเป็น 13.15% dividend yield สูง 6.1-6.6% เงินสำรองแข็งแกร่ง และฐานะสินทรัพย์ที่มั่นคงท่ามกลางเศรษฐกิจผันผวน

– CK (พาย) แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 23 บาท ปัจจัยบวกจากการเร่งการลงทุนของภาครัฐคาดทยอยออกมาในอนาคตขณะที่ผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นยังไม่มากนัก

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 มิ.ย. 69)