ปชป. รุมถล่มพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน หนุนตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจสอบ

นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวอภิปรายในสภาฯ ว่า ตนสนับสนุนให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อติดตามตรวจสอบการใช้เงินใน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพราะเรื่องนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ โดยในรัฐธรรมนูญ ปี 60 ระบุไว้ว่าการออก พ.ร.ก.เงินกู้ จะทำได้ก็ต่อเมื่อเพื่อประโยชน์และรักษาความปลอดภัยของประเทศ หรือความปลอดภัยแห่งสาธารณะ รวมถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และยังมีการระบุอีกว่าการตราพระราชกำหนด จะทำได้ก็ต่อเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วน อันมิอาจหลีกเลี่ยงได้

นายกรณ์ กล่าวว่า ความมั่นคงและวิกฤตทางเศรษฐกิจนั้น ไม่ใช่ดูในเรื่องของ GDP อย่างเดียว หากถามนักเศรษฐศาสตร์ ว่าเศรษฐกิจของประเทศมีความมั่นคงหรือไม่ ก็จะวัดจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ ว่ามีความสม่ำเสมอหรือไม่ ต่อมาคือทุนสำรองระหว่างประเทศ ตัวชี้วัดต่อไปก็คือการจัดเก็บภาษีรายได้ของรัฐบาล หากจัดเก็บภาษีได้ตามเป้าเป็นส่วนใหญ่ ก็ถือว่าสภาพเศรษฐกิจยังมีความมั่นคงอยู่ อีกทั้งต้องดูในเรื่องของหนี้สาธารณะว่ามีสัดส่วนที่สูงขึ้นจนทำให้ขาดความมั่นคงหรือไม่ ในขณะที่ความเชื่อมั่นโดยรวมนั้น ต้องดูว่ามีการลงทุนในประเทศนั้น ๆ มากน้อยแค่ไหน ด้วยปัจจัยเหล่านี้ ตนจึงยืนยันว่า ประเทศไทยยังไม่เกิดปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

รองหัวหน้า ปชป. กล่าวว่า ในไตรมาสแรกปีนี้ สำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ระบุว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย เติบโต 2.8% ซึ่งเกินกว่าที่ทุกหน่วยงานคาดการณ์ไว้ ดังนั้นการเติบโตแม้จะไม่ได้ตามคาดหวัง แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต ในขณะที่ทุนสำรองระหว่างประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่ามีมูลค่าถึงกว่า 10 ล้านล้านบาท ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ประเทศไทยเคยมี

“สิ่งนี้จึงบอกได้ว่า ประเทศไทยไม่ได้ขาดในเรื่องของความมั่นคงทางเศรษฐกิจในสภาวะเร่งด่วน ส่วนการจัดเก็บภาษี ด้านกระทรวงการคลังได้ระบุการจัดเก็บภาษี 7 เดือนแรกของปีงบประมาณ 69 ปรากฏว่ามีการเก็บภาษีได้เกินเป้า 31,000 ล้านบาท ทำให้เงินคงคลังโดยรวม มีอยู่ที่เกือบ 300,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 14% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว” นายกรณ์ ระบุ

  • อัดรัฐบาลซ่อนภาระหนี้ ชี้เด็กเกิดใหม่แบกหนี้อ่วม

ด้าน นายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า ตอนรณรงค์หาเสียง รัฐบาลบอกว่าจะมาแก้ปัญหาวิกฤตให้ประเทศชาติ แต่วันหนึ่งกลับมาหลอกลวงประชาชนว่า จะกู้เงินให้ตามนโยบายที่ประกาศไว้ แต่ทำไมไม่บอกเขาว่า นั่นคือหนี้สินที่เขาต้องรับภาระในอนาคต

นอกจากนี้ ยังมีความกังวลอย่างยิ่งต่อแผนงานที่ 2 ด้านพลังงาน (โซลาร์เซลล์) ที่รัฐบาลไม่มีความชัดเจนว่าจะทำโซลาร์รูฟท็อป หรือโซลาร์ฟาร์ม จนทำให้แต่ละกระทรวง ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พากันเข้ามาวิ่งเต้นขอแบ่งเค้กงบประมาณส่วนนี้ไปทำโครงการของตัวเอง โดยไม่มีแผนงานรองรับที่ชัดเจน

พร้อมเตือนรัฐบาลว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้าแผงโซลาร์เซลล์เหล่านี้เมื่อหมดอายุการใช้งาน จะกลายสภาพเป็นขยะอันตราย และจะตกเป็นภาระอันหนักอึ้งขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั้งประเทศ ที่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะมีพิษที่สูงลิ่ว นโยบายนี้จึงไม่ใช่แค่สร้างหนี้ แต่ยังสร้างวิกฤตสิ่งแวดล้อมฝังกลบไว้ให้ท้องถิ่นในอนาคตด้วย

นายชัยชนะ ยังได้กางตัวเลขหนี้สาธารณะของประเทศที่พุ่งทะลุเกินกว่า 11 ล้านล้านบาท พร้อมคำนวณให้เห็นภาพสะท้อนใจว่า หากรวม พ.ร.ก.เงินกู้ก้อนใหม่นี้ ประชาชนชาวไทยจะต้องแบกรับภาระหนี้สินเฉลี่ยสูงถึง 164,800 บาท/คน

  • ยกบทเรียน พ.ร.ก.เงินกู้ ช่วงโควิด หวั่นสอดไส้ซ้ำรอย

นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า หน้าที่สำคัญของรัฐบาล คือการสร้างโอกาสทำกินให้ประชาชนและทำให้เศรษฐกิจเติบโต ส่วนเงินกู้นั้นต้องใช้เฉพาะคราวจำเป็นเร่งด่วน และต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบที่โปร่งใส

แต่เมื่อพิจารณาเนื้อหาใน พ.ร.ก. กู้เงิน ในส่วนของ 200,000 ล้านบาท เพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานนั้น รัฐบาลได้ระบุวัตถุประสงค์ไว้ 5 ด้าน ได้แก่ 1. การลดการใช้พลังงานจากฟอสซิล 2. การติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานทดแทน (โซลาร์เซลล์) 3. การสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต 4. การส่งเสริมยานพาหนะ EV และสถานีชาร์จ และ 5. การพัฒนาทักษะประชาชนและนวัตกรรม

นายสกลธี กล่าวว่า ในส่วนเงินกู้ก้อน 200,000 ล้านบาทแรก ส่วนใหญ่ไม่ได้ติดใจ แต่เงินกู้ในส่วน 200,000 ล้านบาทหลัง รัฐบาลอ้างว่าจะนำมาใช้ในนโยบายการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ ได้เคยให้คำแนะนำแก่รัฐบาลมาโดยตลอดว่า ปัญหาน้ำมันแพงสามารถแก้ไขได้ทันทีผ่านกลไกปกติ เช่น การปรับสูตรราคา การลดค่าการกลั่น การจัดเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax) หรือการลดภาษีสรรพสามิต แต่รัฐบาลกลับเลือกที่จะไม่ทำ และเลือกที่จะออก พ.ร.ก.เงินกู้ฉบับนี้ จนทำให้รู้สึกเหมือนว่ารัฐบาลกำลัง “บริหารให้น้ำมันแพง แล้วเอาเงินกู้ของประชาชนไปดับไฟ”

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 มิ.ย. 69)