ทองปิดร่วงกว่า 3% หลังจ้างงานสหรัฐฯ แกร่ง ดับหวังเฟดลดดอกเบี้ย

สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงราว 3% ในวันศุกร์ (5 มิ.ย.) หลังตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯ ออกมาแข็งแกร่งกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งตอกย้ำมุมมองว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงเป็นเวลานานขึ้น ท่ามกลางความกังวลด้านเงินเฟ้อที่ได้รับแรงหนุนจากสงครามในตะวันออกกลาง

ทั้งนี้ สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนส.ค. ร่วงลง 139.70 ดอลลาร์ หรือ 3.10% ปิดที่ 4,365.30 ดอลลาร์/ออนซ์

สำนักงานสถิติแรงงานของกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า การจ้างงานนอกภาคเกษตรในเดือนพ.ค. เพิ่มขึ้น 172,000 ตำแหน่ง หลังจากเดือนเม.ย. เพิ่มขึ้น 179,000 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นตัวเลขที่มีการปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่ผลสำรวจคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 85,000 ตำแหน่ง หลังจากก่อนหน้านี้รายงานว่า เพิ่มขึ้น 115,000 ตำแหน่งในเดือนเม.ย.

นักวิเคราะห์จาก TD Securities กล่าวว่า ในสถานการณ์ที่สงครามกับอิหร่านยังคงดำเนินอยู่ ขณะที่ราคาพลังงานและแรงกดดันเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง มีความเป็นไปได้น้อยมากที่เฟดจะอยู่ในภาวะพร้อมปรับลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนในการถือครองทองคำสูงขึ้น

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นหลังการเปิดเผยข้อมูลจ้างงาน ส่งผลให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือครองทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ราคาทองคำร่วงลงแล้วมากกว่า 17% นับตั้งแต่สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านเริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายเดือนก.พ. 2569 ซึ่งความขัดแย้งดังกล่าวได้ผลักดันราคาน้ำมันให้พุ่งสูงขึ้น และเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น

แม้ว่าทองคำจะถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ แต่โดยทั่วไปแล้วอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นมักเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำ

ปัจจุบันตลาดให้น้ำหนักราว 72% ว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค. ตามข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME เทียบกับราว 50% ก่อนการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงาน

นอกจากนี้ ความต้องการซื้อทองคำในอินเดียยังค่อนข้างซบเซาในสัปดาห์นี้ ขณะที่ค่าพรีเมียมของทองคำในจีนปรับตัวลงเช่นกัน

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (06 มิ.ย. 69)