
นายอนุสรณ์ ธรรมใจ สส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และรองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน เปิดเผยว่า โครงการหรือมาตรการปรับโครงสร้างพลังงาน มีความสำคัญอย่างมากในสถานการณ์วิกฤตการณ์พลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติความมั่นคง ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนสูงมาก ขณะเดียวกัน โครงสร้างพลังงานโดยรวมยังมีการผลิตพลังงานหมุนเวียน พลังงานทางเลือกน้อยเกินไป เม็ดเงินลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างพลังงาน ต้องสามารถสร้างระบบนิเวศในการพึ่งพาตัวเองทางด้านพลังงานให้ได้
“การใช้เม็ดเงินจาก พ.ร.ก.เงินกู้ฯ จะขาดการทำงานในเชิงยุทธศาสตร์ เพราะต้องเร่งรัดในการใช้เงินภายในเดือน ธ.ค.70 แผนการใช้เงินกู้ในโครงการปรับโครงสร้างพลังงานขาดรายละเอียด ทุจริตรั่วไหลจากการจัดซื้อจัดจ้างง่าย และประสิทธิภาพต่ำ” นายอนุสรณ์ กล่าว
พร้อมมองว่า เมื่อรัฐบาลอ้าง “ความจำเป็นเร่งด่วน” เพื่อออก พ.ร.ก.กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาท จึงกลายเป็นเงื่อนไขมัดตัวว่าต้องใช้เงินกู้ ให้หมดภายใน ธ.ค.70 การปรับโครงสร้างพลังงานไม่สามารถทำให้เสร็จภายใน 1-2 ปี ต้องดำเนินการอย่างมียุทธศาสตร์ มีแผนระยะยาว มีการบูรณาการและรอบคอบรัดกุม ประเทศไทยกำลังถูกบีบคั้นด้วย “กับดักเชิงโครงสร้าง” โดยเฉพาะกับดักเชิงโครงสร้างด้านพลังงาน อาจเกิดปัญหาวิกฤตการณ์ใหญ่ของบ้านเมืองได้ หากไม่เตรียมโครงสร้างรองรับปัญหาวิกฤตการณ์ขาดแคลนน้ำมันปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติในอนาคต การปิดช่องว่างทางยุทธศาสตร์ของประเทศ ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากระบบนำทางการเมืองที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์ทับซ้อนและขาดวิสัยทัศน์ระยะยาว
การเร่งรัดการใช้งบประมาณ จะทำให้เราได้โครงการไม่คุ้มค่า ไม่มีประสิทธิภาพ และเป็นช่องทางหาประโยชน์อย่างไม่สุจริตจำนวนมาก มั่นใจหลายโครงการจะเป็นการ “ตำน้ำพริก (ภาษีประชาชน) ละลายแม่น้ำแห่งการถอนทุน”
“โครงการและมาตรการต่าง ๆ ที่ใช้เงินกู้ ต้องมีการวัด KPI ให้ชัดเจน แต่ตอนนี้ยังไม่มีรายละเอียด แต่จะกู้เอาไว้ก่อน ประเทศไทยติดกับดักรายได้ปานกลางมาอย่างยาวนาน และไม่สามารถยกระดับตัวเองเป็นประเทศรายได้สูงได้ ต้นทุนพลังงานสูงกดทับขีดความสามารถแข่งขัน ขณะที่ เราก็ยังไม่มีนวัตกรรม ผลิตภาพและเทคโนโลยีที่จะแข่งขันด้วยการผลิตที่มีมูลค่าสูง” นายอนุสรณ์ กล่าว
พร้อมมองว่า การใช้เงินกู้ 200,000 ล้านบาทในส่วนปรับโครงสร้างพลังงาน มีการตั้งเป้าหมายไว้สูง จะ “เปลี่ยนผ่านพลังงานครั้งใหญ่” หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่สามารถให้รายละเอียดได้ ว่าจะเป็นมาตรการที่เป็นรูปธรรมอย่างไร มีแต่แนวทางกว้าง ๆ แผนงานยังขาดความชัดเจน ทั้งเป้าหมาย วิธีการ ตัวชี้วัด แต่กลับต้องรีบใช้ “เงินด่วน” ก้อนนี้ให้หมดภายในเวลาปีครึ่ง จึงน่ากังวลว่าเราจะคาดหวังผลลัพธ์ได้เพียงใด
การใช้เงินกู้ 400,000 ล้านบาท จึงยังไม่ใช่การสร้างอนาคตให้เศรษฐกิจไทย เพียงแค่บรรเทาปัญหาความเดือดร้อนได้บ้าง และ ต้องตอบคำถามว่า การกระจายเงินกู้เพื่อปรับโครงสร้างพลังงานเป็นการต่างตอบแทนเครือข่ายธุรกิจการเมืองหรือไม่ ?
โครงการปรับโครงสร้างด้านพลังงานจะสอดประสาน และตอบโจทย์ยุทธศาสตร์พลังงานชาติได้อย่างแท้จริง ต้องดำเนินการผ่านกลไกงบประมาณปกติ เพราะจะมีการกลั่นกรองตรวจสอบที่ดีกว่ามาก ควรจะให้มีการดำเนินการดังต่อไปนี้
- ทุกโครงการต้องมีความคุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์ ควรมีการกำหนดอัตราส่วนการดึงดูดเงินลงทุนจากภาคเอกชน (Private Co-investment) เช่น งบประมาณรัฐสนับสนุน 1 บาท สามารถดึงเงินเอกชนมาร่วมลงทุนในธุรกิจอุตสาหกรรมสีเขียวได้กี่บาท โครงการที่รัฐลงทุน จะต้องมีอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ สูงกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ของรัฐบาล เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้จริงในระยะยาว โดยจะต้องตั้งเกณฑ์เรื่องระยะเวลาคืนทุนและความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจให้ชัด
- ประชาชนต้องมีส่วนร่วม เพื่อประโยชน์สูงสุดของสังคม หากดำเนินการผ่านงบประมาณปกติ จะมีช่องทางในการทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนได้ดีกว่า
- สร้าง “ทักษะและการจ้างงานสีเขียว” เป้าหมายของแผนยุทธศาสตร์พลังงานจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากขาดแรงงานฝีมือที่มีความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีพลังงานสะอาด การปรับโครงสร้างพลังงานไม่ใช่ผ่าน พ.ร.ก.เงินกู้ฯ ต้องผ่านพ.ร.บ.งบประมาณ เอามาลงทุนใน “ทุนมนุษย์” เพื่อเปลี่ยนผ่านแรงงานไปสู่ตลาดแรงงานยุคใหม่
นอกจากนี้ การปรับโครงสร้างพลังงานจะเกิดขึ้นได้ เราต้องทำงานบูรณาการข้ามกระทรวง เตรียมวิศวกร นักเทคโนโลยี ยกระดับความรู้ด้าน เทคโนโลยีโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid), ระบบการจัดการพลังงานอัจฉริยะ (EMS) และเทคโนโลยีการกักเก็บคาร์บอน (CCS) ทั้งในภาคการผลิต ธุรกิจเอกชนและรัฐวิสาหกิจ
“ทั้งหมดนี้ ควรเป็นโครงการผ่านระบบงบประมาณ ผ่านสภาผู้แทนฯ ช่วยกันดูแลเงินของประชาชน ไม่ใช่ผ่าน พ.ร.ก. เงินกู้ ด้วยอำนาจบริหารที่ไม่มีการตรวจสอบ” นายอนุสรณ์ ระบุ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 มิ.ย. 69)




