เม็กซิโกร้องสหรัฐฯ ทบทวนภาษีนำเข้ารถยนต์ ชี้เสียเปรียบญี่ปุ่น–เกาหลีใต้

เจ้าหน้าที่รัฐบาลเม็กซิโกกำลังกดดันให้ผู้เจรจาการค้าของสหรัฐฯ ทบทวนโครงสร้างภาษีศุลกากร โดยมองว่าเป็นความไม่สมดุลที่ทำให้รถยนต์จากเม็กซิโกเสียเปรียบเมื่อเทียบกับรถยนต์จากเกาหลีใต้และญี่ปุ่น

ข้อมูลจากเอกสารที่สำนักข่าวบลูมเบิร์กได้รับระบุว่า ฝ่ายเม็กซิโกชี้ว่า อัตราภาษีเฉลี่ยของรถยนต์ส่งออกจากเม็กซิโกอยู่ที่เกือบ 19% ขณะที่รถยนต์บางส่วนจากเกาหลีใต้และญี่ปุ่นถูกเก็บภาษีราว 15% ภายใต้ข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ที่ทำไว้เมื่อปีก่อน

เจมิสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และทีมงาน ระบุว่า พวกเขาเข้าใจว่ารถยนต์จากเม็กซิโกควรอยู่ในสถานะที่ดีกว่านี้เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ และกำลังพิจารณาทางเลือกต่าง ๆ แต่ยังไม่ได้ยอมรับข้อมูลของฝั่งเม็กซิโกอย่างเป็นทางการ

ภายใต้ข้อตกลงสหรัฐฯ–เม็กซิโก–แคนาดา รถยนต์และชิ้นส่วนจากเม็กซิโกบางส่วนเผชิญภาษีสูงสุด 25% ขณะที่ชิ้นส่วนที่ผลิตในสหรัฐฯ ไม่ถูกเก็บภาษี ส่วนรถยนต์ที่ไม่เข้าเกณฑ์ตามกฎของข้อตกลงจะถูกเก็บภาษี 25% เต็ม พร้อมภาษีเพิ่มอีก 2.5% ซึ่งเป็นภาษีพื้นฐานสำหรับประเทศที่ได้รับความอนุเคราะห์สูงสุด (MFN)

นอกจากนี้ การปฏิบัติตามกฎแหล่งกำเนิดสินค้าของข้อตกลงยังเพิ่มต้นทุนอีกราว 3% ให้กับผู้ผลิตในเม็กซิโก

ขณะเดียวกัน เกาหลีใต้และญี่ปุ่นได้ทำข้อตกลงกับสหรัฐฯ เมื่อปีก่อน โดยกำหนดเพดานภาษีรถยนต์บางส่วนไว้ที่ 15% แลกกับการลงทุนรวม 9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในสหรัฐฯ

โครงสร้างภาษีดังกล่าวทำให้รถยนต์มูลค่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐที่ผลิตในเม็กซิโกต้องเสียภาษีราว 9,375 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่รถยนต์รุ่นเดียวกันจากเกาหลีใต้หรือญี่ปุ่นเสียภาษีประมาณ 7,500 ดอลลาร์สหรัฐ

ข้อตกลงสหรัฐฯ–เม็กซิโก–แคนาดา (USMCA) มีผลบังคับใช้เมื่อ 1 ก.ค. 2563 และกำหนดให้มีการทบทวนทุก 6 ปี ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจา แต่มีแนวโน้มว่าจะไม่ทันเส้นตายในวันที่ 1 ก.ค.

ก่อนหน้านี้ เกรียร์ให้สัมภาษณ์ว่า ทีมงานกำลังพิจารณากฎแหล่งกำเนิดสินค้า เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าที่เคลื่อนย้ายระหว่างประเทศเป็นสินค้าที่ผลิตจริงในสหรัฐฯ และเม็กซิโก ไม่ใช่การประกอบจากชิ้นส่วนที่มาจากจีนหรือเวียดนาม

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (10 มิ.ย. 69)