ก.ล.ต.จ่อออกเกณฑ์ใหม่ยกระดับการกำกับดูแล คุมเข้มผู้ตรวจสอบภายใน-แนวปฎิบัติ KYC/CDD

นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการ และโฆษก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ก.ล.ต. เตรียมออกประกาศหลักเกณฑ์ใหม่เพื่อยกระดับการกำกับดูแลผู้ตรวจสอบภายในสำหรับบริษัทจดทะเบียนที่ขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์ฯ (IPO) กับก.ล.ต. โดยเฉพาะข้อบังคับที่กำหนดให้ทุกบริษัทต้องมีหัวหน้าผู้ตรวจสอบภายในและคุณสมบัติของหัวหน้าผู้ตรวจสอบภายใน

สำหรับคุณสมบัติของหัวหน้าผู้ตรวจสอบภายในแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก โดยมีความรู้ ต้องมีใบรับรองต่างๆ เช่น วุฒิบัตร CIA,IAP และ CPIAT อีกทั้งจะต้องมีประสบการณ์การทำงานไม่ต่ำกว่า 5 ปี โดยเฉพาะด้านตรวจสอบภายในอย่างน้อยกว่า 3 ปี

ส่วนความคืบหน้าหลักเกณฑ์ใหม่ในเบื้องต้นคณะกรรมการกำกับตลาดทุน (ก.ต.ท.) ได้อนุมัติหลักการณ์เรียบร้อยแล้ว ซึ่งลำดับถัดไป ก.ล.ต.จะเร่งประสานงานกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ปรับปรุงหลักเกณฑ์การกำกับบริษัทจดทะเบียนของตลาดหลักทรัพย์ฯเพิ่มเติมเพื่อให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ใหม่ของ ก.ล.ต. โดยคาดว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวจะเปิดรับฟังความคิดเห็นกับหน่วยงานผู้เกี่ยวข้องภายในเดือนมิ.ย. 69 หรืออย่างช้าไม่เกินช่วงกลางเดือนก.ค.69

 

*ออกแนวทางปฏิบัติเรื่อง KYC/CDD เริ่มมีผล 16 ส.ค. 69

นอกจากนี้ ก.ล.ต. ยังเตรียมออกแนวทางปฏิบัติให้ผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ หรือโบรกเกอร์ เพื่อยกระดับกระบวนการทำความรู้จักลูกค้า (KYC) และตรวจสอบข้อเท็จจริง (CDD) ให้เข้มข้นมากขึ้น เช่น กรณีที่เป็นนิติบุคคล โบรกเกอร์ต้องตรวจสอบว่าเจ้าของที่แท้จริงคือใคร มีทุนจดทะเบียนเท่าไหร่ และการขอวงเงินซื้อขายหุ้นมีความเหมาะสมหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบแหล่งเงินทุนที่นำมาลงทุนว่ามาจากไหน

โดยในส่วนนี้ก.ล.ต.ได้หารือกับผู้ประกอบธุรกิจโบรกเกอร์เพื่อปรับกลไกการตรวจสอบให้มีความรัดกุมมากขึ้น หลังจากแนวทางปฏิบัติจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 16 ส.ค. 69

สำหรับสาเหตุสำคัญที่มีการออกแนวทางปฏิบัติในเรื่อง KYC/CDD ในครั้งนี้ เนื่องจากที่ผ่านมาได้สังเกตเห็นวิวัฒนาการของผู้กระทำผิดในด้านการฟอกเงินหรือการเปิดบัญชีม้า จากสมัยก่อนที่เริ่มจากธนาคาร โดยหลอกให้โอนเงินเข้าธนาคารแล้วถอนเงินออกไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งต่อมาธนาคารได้เพิ่มความเข้มงวดมากขึ้น หลังจากนั้นจึงเริ่มพบพฤติกรรมดังกล่าวในตลาดคริปโต และต่อมาเริ่มเห็นสัญญาณการเข้ามาทำรายการในฝั่งตลาดหุ้นมากขึ้น นอกจากนี้วิธีการทำธุรกิจของโบรกเกอร์ที่สามารถเปิดบัญชีได้อย่างรวดเร็ว อาจเป็นช่องโหว่สำคัญที่ทำให้ขั้นตอนการทำความรู้จักลูกค้า หรือการตรวจสอบอาจไม่รอบคอบรัดกุมเพียงพอ

โดยมีผู้กระทำความผิดมีวิธีการเปลี่ยนแปลงการดำเนินการที่รวดเร็ว ทำให้ ก.ล.ต.ต้องปรับการกำกับดูแลให้สอดคล้องมากขึ้น โดยสำนักงาน ก.ล.ต. ได้ยกระดับมาตรการอุดช่องโหว่บัญชีม้าในตลาดทุนและสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างเข้มงวด โดยสามารถยับยั้งบัญชีม้าคริปโทเคอร์เรนซีไปแล้วกว่า 58,000 บัญชี

ในส่วนของกลไกการตรวจสอบเรื่อง KYC/CDD ผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ที่ก.ล.ต. ใช้ดำเนินการมีหลายส่วน เช่น กำหนดหลักเกณฑ์และลงพื้นที่ตรวจบริษัทหลักทรัพย์ว่าปฏิบัติตามกฎเกณฑ์อย่างถูกต้องหรือไม่ หากไม่ปฏิบัติตามระเบียบก็จะถูกลงโทษ โดยมีโทษปรับสูงสุดมูลค่าราว 300,000 บาท/กรณี และปรับวันละ 10,000 บาท จนกว่าจะมีการแก้ไขที่ถูกต้อง

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (10 มิ.ย. 69)