In Focus: ใครคือผู้ชนะตัวจริง? เมื่อฟุตบอลโลก 2026 ให้ “ความสุข” แต่อาจไม่ใช่ “กำไร”

หนึ่งในมหกรรมกีฬาที่คนทั่วโลกตั้งตารอคอยมากที่สุดอย่าง ฟุตบอลโลก 2026 กำลังจะเปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว โดยพิธีเปิดการแข่งขันจะมีขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 11 มิ.ย. เวลา 11.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นของเม็กซิโก ซึ่งตรงกับวันศุกร์ที่ 12 มิ.ย. เวลา 00.30 น. ตามเวลาประเทศไทย ก่อนที่เกมนัดเปิดสนามระหว่างทีมชาติเม็กซิโกกับแอฟริกาใต้จะคิกออฟ

ฟุตบอลโลกครั้งนี้ถือเป็นทัวร์นาเมนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยจำนวนทีมเพิ่มจาก 32 เป็น 48 ทีม และจำนวนแมตช์แข่งขันเพิ่มเป็น 104 นัด ครอบคลุม 16 เมืองในสามประเทศ คือ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก ที่มารับหน้าที่เจ้าภาพร่วมกันเป็นครั้งแรก

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การเสนอตัวเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกมักมาพร้อมความคาดหวังถึงการดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลเข้าประเทศ และเมื่อบวกกับขนาดของทัวร์นาเมนต์ที่ใหญ่ขึ้น ทำให้หลายฝ่ายคาดหวังว่าฟุตบอลโลกครั้งนี้จะสร้างรายได้ให้กับประเทศเจ้าภาพอย่างเป็นกอบเป็นกำ ทั้งจากการท่องเที่ยว การใช้จ่ายของแฟนบอล และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ดี ท่ามกลางความตื่นเต้นและความคึกคักของเหล่าแฟนบอล เกิดคำถามว่า ใครกันแน่ที่จะได้ประโยชน์จากมหกรรมกีฬาระดับโลกนี้อย่างแท้จริง

 

* ทัวร์นาเมนต์ใหญ่ขึ้น แต่ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจอาจไม่ได้เพิ่มตาม

ก่อนที่เสียงนกหวีดนัดแรกจะดังขึ้นที่สนาม เอสตาดิโอ อัซเตกา ณ กรุงเม็กซิโกซิตี นักเศรษฐศาสตร์และสถาบันการเงินหลายแห่งประเมินไปในทิศทางเดียวกันว่า ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของฟุตบอลโลกสำหรับเมืองเจ้าภาพอาจถูกประเมินสูงเกินจริง โดยเฉพาะในสหรัฐฯ

สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่า (FIFA) ประเมินว่า ฟุตบอลโลก 2026 อาจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้สหรัฐฯ ได้ถึงราว 1.72 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่วาณิชธนกิจระดับโลกกลับมองต่างมุม โดยวิเคราะห์ว่า เศรษฐกิจมูลค่ากว่า 30 ล้านล้านดอลลาร์ของสหรัฐฯ มีขนาดใหญ่เกินกว่าที่กิจกรรมเพียงหนึ่งรายการจะสร้างแรงกระเพื่อมอย่างมีนัยสำคัญ

ไฟแนนเชียลไทมส์ (FT) ได้รวบรวมมุมมองของสถาบันการเงินชั้นนำ รวมถึงดอยซ์แบงก์ที่ประเมินว่า ท่ามกลางอุปสรรคเรื่องราคาตั๋วที่แพงเป็นประวัติการณ์และขั้นตอนการขอวีซ่า ต่อให้ตัวเลข 1.72 หมื่นล้านดอลลาร์ของฟีฟ่าเป็นจริง แต่เม็ดเงินดังกล่าวจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้เพียงระยะสั้น และอาจเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจแค่ 0.05% เท่านั้น อีกทั้งโครงสร้างพื้นฐานก็เป็นการปรับปรุงจากของเดิม ไม่ใช่การลงทุนก่อสร้างใหม่ขนาดใหญ่ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน

ด้านบาร์เคลย์มองว่า ตัวเลขคาดการณ์ของฟีฟ่าเป็นเพดานขั้นสูงที่เป็นไปได้ยาก โดยประเมินว่า ฟุตบอลโลกอาจช่วยผลักดัน GDP ของสหรัฐฯ ได้ชั่วคราวในช่วงฤดูร้อน สูงสุดไม่เกิน 0.2% และแทบจะจางหายไปอย่างรวดเร็วไม่ทันถึงสิ้นปี เนื่องจากสหรัฐฯ มีสนามกีฬาและระบบขนส่งที่พร้อมอยู่แล้ว การจ้างงานใหม่จึงเป็นเพียงงานบริการเฉพาะจุดและเกิดขึ้นชั่วคราวเท่านั้น

ขณะเดียวกัน โกลด์แมน แซคส์ วิเคราะห์ไปในทำนองเดียวกันว่า การใช้จ่ายจำนวนมากอาจเป็นเพียงการย้ายเม็ดเงินจากกิจกรรมอื่นมาอยู่ในฟุตบอลโลก ไม่ใช่การสร้างรายได้ใหม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่นักท่องเที่ยวบางส่วนจะหลีกเลี่ยงการเดินทางมายังเมืองเจ้าภาพในช่วงการแข่งขัน เนื่องจากกังวลเรื่องความแออัดและราคาที่พักที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้เม็ดเงินที่ไหลเข้าจากแฟนบอลถูกหักล้างด้วยรายได้จากนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นที่หายไป

ส่วนดีบีอาร์เอสชี้ว่า พฤติกรรมการใช้จ่ายอย่างระมัดระวังของผู้บริโภคระดับรายได้น้อยถึงปานกลาง ประกอบกับภาคการท่องเที่ยวระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ที่เริ่มชะลอตัวมาตั้งแต่ปีที่แล้ว จะเป็นปัจจัยกดดันที่ทำให้กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรมไม่ได้รับผลประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วยตามที่คาดการณ์ไว้

 

* ยอดจองโรงแรมยังต่ำกว่าคาด

ผลสำรวจของสมาคมโรงแรมและที่พักอเมริกาพบว่า โรงแรมในหลายเมืองเจ้าภาพยังมียอดจองต่ำกว่าที่ประเมินไว้ โดยผู้ประกอบการจำนวนมากถึง 70% ระบุว่า อุปสรรคด้านการขอวีซ่าและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติ

นครนิวยอร์ก ซึ่งจะเป็นเจ้าภาพนัดชิงชนะเลิศ มียอดการจองห้องพักอยู่ที่เพียงประมาณ 65% ของที่ผู้ประกอบการคาดหวัง ขณะที่ในเมืองซีแอตเทิล โรงแรมกว่า 80% มียอดจองต่ำกว่าระดับปกติในช่วงฤดูร้อน

ไม่เฉพาะเมืองเจ้าภาพในสหรัฐฯ เท่านั้นที่เผชิญกับอุปสงค์ที่อ่อนแอ ฝั่งแคนาดาเองก็พบสถานการณ์คล้ายกัน โดยยอดจองห้องพักในเมืองแวนคูเวอร์ รัฐบริติชโคลัมเบีย ยังต่ำกว่าคาดเช่นกัน

ภาพที่เกิดขึ้นแตกต่างจากความคาดหวังในช่วงเริ่มต้นของการเตรียมงาน โดยสมาคมโรงแรมบริติชโคลัมเบียระบุเมื่อเดือนที่แล้วว่า “แม้ฟุตบอลโลกจะเป็นอีเวนต์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก แต่กลับไม่ได้สร้างความต้องการเข้าพักตามที่หลายฝ่ายคาดหวังไว้” ว่า ฟุตบอลโลกจะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากเข้าสู่ภูมิภาคอเมริกาเหนือ

 

* ดราม่าค่าตั๋วแพงลิบ

หนึ่งในประเด็นที่ร้อนแรงที่สุดก่อนการแข่งขันจะเริ่มต้นคือ ราคาบัตรเข้าชมที่แพงลิบ โดยแฟนฟุตบอลจำนวนมากวิจารณ์ว่าเป็นราคาที่สูงเกินเอื้อม

ราคาตั๋วที่พุ่งสูงดังกล่าวเป็นผลมาจากระบบ Dynamic Pricing หรือการกำหนดราคาตามอุปสงค์ของตลาด ซึ่งราคาจะปรับตัวสูงขึ้นเมื่อความต้องการซื้อเพิ่มขึ้น โดยเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกที่มีการนำระบบนี้มาใช้

เมื่อเดือนธ.ค.ปีที่แล้ว กลุ่มแฟนบอลยุโรป Football Supporters Europe ออกมาต่อว่าว่าการปรับขึ้นราคาตั๋ว ซึ่งในขณะนั้นสูงกว่าราคาตั๋วฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์ ถึงอย่างน้อยเจ็ดเท่า เป็นการตั้งราคาที่ “เอาเปรียบผู้บริโภค” และถือเป็น “การทรยศครั้งใหญ่ต่อแฟนบอล”

ด้านจานนี อินฟานติโน ประธานฟีฟ่า ได้ออกมาปกป้องกลยุทธ์การตั้งราคาตั๋วดังกล่าว โดยกล่าวเมื่อต้นปีนี้ว่า “เราอยู่ในตลาดที่มีอุตสาหกรรมบันเทิงพัฒนามากที่สุดในโลก ดังนั้นเราจึงต้องใช้ราคาตามกลไกตลาด”

สำนักข่าวอัลจาซีรารายงานว่า ตั๋วที่นั่งในโซนบนสุดของสนามสำหรับการแข่งขันรอบแรกบางนัดในเมืองดัลลัส มีราคาเริ่มต้นสูงกว่า 800 ดอลลาร์สหรัฐต่อใบ ส่วนตั๋วสำหรับนัดชิงชนะเลิศวันที่ 19 ก.ค. ปรากฏสถานะ “ไม่มีจำหน่าย” บนเว็บไซต์ของฟีฟ่า อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก Ticketmaster พบว่าตั๋วที่ถูกนำมาขายต่อมีราคาเริ่มต้นราว 9,200 ดอลลาร์สหรัฐต่อใบ และบางใบมีราคาสูงถึง 43,553 ดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า ราคาตั๋วในตลาดรีเซลเริ่มปรับลดลงบ้าง โดยข้อมูลจาก TicketData ซึ่งติดตามราคาตั๋วในตลาดรอง ระบุว่า ราคาตั๋วเฉลี่ยลดลง 11% ในช่วงเดือนที่ผ่านมา

 

* ผู้ชนะตัวจริงอาจไม่ใช่เมืองเจ้าภาพ

อีกประเด็นซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมากคือ การกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการแข่งขัน แม้เมืองเจ้าภาพจะเป็นผู้รับหน้าเสื่อในการจัดงาน แต่ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์โดยตรงมากที่สุดกลับเป็นฟีฟ่า

ฟีฟ่าคือผู้ถือสิทธิ์และเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากทัวร์นาเมนต์นี้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยในช่วงปี 2019–2022 หรือปีที่กาตาร์เป็นเจ้าภาพ ฟีฟ่ามีรายได้รวม 7.57 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นสิทธิ์ถ่ายทอดสดและกระจายเสียง 3.43 พันล้านดอลลาร์ (45.3%) สิทธิ์การตลาดและสปอนเซอร์ 1.80 พันล้านดอลลาร์ (23.7%) รายได้จากบัตร 9.49 แสนล้านดอลลาร์ (12.5%) และใบอนุญาตผลิตภัณฑ์หรือสินค้าลิขสิทธิ์ 7.69 แสนล้านดอลลาร์ (10.2%)

สำหรับเวิลด์คัพ 2026 คาดว่า ฟีฟ่าจะทำรายได้รวมจากสามประเทศเจ้าภาพสูงถึง 3.05 หมื่นล้านดอลลาร์ และส่งผลต่อ GDP โลกเพิ่มอีก 4.09 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่จำนวนผู้เข้าชมในสนามคาดไว้ที่ 6.5 ล้านคน หรือเกือบสองเท่าของจำนวนผู้ชมในการแข่งขันปี 1994 ที่สหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพครั้งแรก

แต่ในขณะที่ฟีฟ่ากวาดรายรับ เมืองเจ้าภาพกลับต้องรับภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ตั้งแต่การรักษาความปลอดภัย การบริหารจัดการจราจร การขนส่งสาธารณะ ไปจนถึงการปรับปรุงสนามแข่งขัน

ดิ แอทเลติก สื่อกีฬาในเครือหนังสือพิมพ์เดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ รายงานว่า เมืองเจ้าภาพแต่ละแห่งต้องเซ็นสัญญาผูกมัดในการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการต่าง ๆ ให้กับฟีฟ่า โดยเมืองส่วนใหญ่ต้องควักกระเป๋าตัวเองไม่ต่ำกว่า 100 ล้านดอลลาร์เพื่อรองรับการแข่งขัน

แม้ว่ารัฐบาลกลางสหรัฐฯ จะจัดสรรงบประมาณรวม 625 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้กับ 11 เมืองเจ้าภาพในฝั่งอเมริกาเพื่อช่วยดูแลเรื่องความปลอดภัยแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่สามารถแบ่งเบาความกดดันทางการเงินทั้งหมดได้

นอกจากนี้ แม้ฟีฟ่าออกมาตรการสนับสนุนอย่าง Host City Supporters Program เพื่อเปิดโอกาสให้เมืองต่าง ๆ หาผู้สนับสนุนท้องถิ่นมาช่วยจุนเจือสัญญา แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ช่วยสักเท่าไหร่ เพราะความย้อนแย้งอยู่ที่เมืองเจ้าภาพต้องปฏิบัติตามข้อกำหนด “clean site” ของฟีฟ่า ซึ่งหมายความว่าทุกป้ายโฆษณาหรือสปอนเซอร์ที่ไม่ใช่พันธมิตรทางการของฟีฟ่าต้องถูกถอดออก ขณะเดียวกันยังห้ามเมืองเจ้าภาพทำสัญญากับบริษัทที่เป็นคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกับสปอนเซอร์หลักของฟีฟ่า เช่น แบรนด์ฟาสต์ฟู้ด อาหาร เครื่องดื่ม เสื้อผ้ากีฬา รถยนต์ และสายการบิน

เงื่อนไขดังกล่าวส่งผลให้ตัวเลือกในการหาเงินของเมืองเจ้าภาพถูกตัดทิ้งไปเกือบหมด ผลลัพธ์คือหลายเมืองถูกบังคับให้หาสปอนเซอร์จาก “ร้านซักรีดและอู่ซ่อมรถ” อีกทั้งยังต้องตัดงบโครงการ Fan Festival บางวัน เพราะต้นทุนสูงเกินไป

นี่คือเหตุผลที่หลายเมืองเริ่มตั้งคำถามว่า ใครคือผู้ได้ประโยชน์ที่แท้จริงจากฟุตบอลโลก โดยนักวิเคราะห์หลายรายมองว่า นี่คือ “ดีลที่แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก” สำหรับเมืองเจ้าภาพ

แม้แต่ผู้นำฝ่ายบริหารในเมืองเจ้าภาพบางแห่งก็ยังตั้งคำถามต่อสาธารณะว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนการแข่งขันครั้งนี้อย่างเปิดเผย ทราบหรือไม่ว่าตนกำลังเป็น “หน้าฉาก” ให้กับดีลที่เมืองในสหรัฐฯ แบกภาระจนหลังแอ่น

 

* บทเรียนราคาแพงจากบราซิล

แม้ฟุตบอลโลก 1994 ที่สหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพครั้งแรก สามารถดึงดูดผู้ชมกว่า 3.5 ล้านคนในเก้าเมือง เฉลี่ยเกือบ 69,000 คนต่อนัด และฟุตบอลโลกครั้งนั้นยังถือเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้ง Major League Soccer (MLS) ในปี 1996 ซึ่งเป็นการปูรากฐานให้กับวงการฟุตบอลอาชีพในสหรัฐฯ อย่างถาวร

อย่างไรก็ดี สำหรับบราซิลแล้ว การเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 2014 กลายเป็นบทเรียนราคาแพง เมื่อประเทศต้องทุ่มเงินถึง 1.15 หมื่นล้านดอลลาร์สำหรับการเตรียมการเป็นเจ้าภาพ ซึ่งประมาณ 85% มาจากงบประมาณสาธารณะ แต่หลังการแข่งขันสิ้นสุด สนามกีฬาหลายแห่งกลับถูกวิจารณ์ว่าเป็น White Elephant หรือโครงการขนาดใหญ่ที่มีต้นทุนสูงแต่ใช้งานไม่คุ้มค่า อีกทั้งผลสำรวจจาก Pew Research เผยว่า 72% ของผู้ตอบแบบสอบถามไม่พอใจกับสภาพเศรษฐกิจในขณะนั้น ซึ่งความไม่พอใจของประชาชนต่อการใช้เงินภาครัฐจำนวนมหาศาลในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังชะลอตัว ได้กลายเป็นหนึ่งในชนวนสำคัญของความตึงเครียดทางการเมืองในเวลาต่อมา

แม้เจ้าภาพฟุตบอลโลกอย่างรัสเซียในปี 2018 หรือกาตาร์ในปี 2022 ยินดีที่จะทุ่มเงินมหาศาลหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อสร้างสนามกีฬาและโครงสร้างพื้นฐานใหม่ เนื่องจากมองว่าเป็นการลงทุนเพื่อสร้างบารมี ชื่อเสียงทางภูมิรัฐศาสตร์ และประโยชน์ทางเศรษฐกิจในระยะยาว แต่จากบทเรียนดังกล่าวที่เกิดขึ้นกับบราซิล ทำให้ฟุตบอลโลกครั้งนี้แตกต่างออกไป โดยเจ้าภาพทั้งสามประเทศเลือกใช้สนามกีฬาที่มีอยู่แล้ว แทนการสร้างใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ อีกทั้งยังเลือกกระจายภาระต้นทุนออกเป็นหลายเมืองและหลายประเทศ มากกว่าจะแบกรับเองคนเดียว

โมเดลนี้อาจไม่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจแบบหวือหวา แต่ช่วยลดโอกาสเกิดภาระระยะยาวหลังจบทัวร์นาเมนต์ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ฟุตบอลโลก 2026 อาจไม่ใช่ฟุตบอลโลกที่สร้างกำไรมากที่สุด แต่มีแนวโน้มเป็นฟุตบอลโลกที่ “ขาดทุนน้อยที่สุด” สำหรับเมืองเจ้าภาพ

 

* มูลค่าที่วัดเป็นตัวเงินไม่ได้

อย่างไรก็ตาม แม้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจะยังเป็นที่ถกเถียง แต่ประโยชน์หรือคุณค่าของฟุตบอลโลกอาจไม่สามารถวัดได้แค่ตัวเงินหรือตัวเลข GDP เพียงอย่างเดียว

เหมือนที่กาตาร์มองฟุตบอลโลก 2022 เป็นเครื่องมือสร้างซอฟต์พาวเวอร์ หรือที่สหรัฐฯ ใช้ฟุตบอลโลก 1994 เป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งเมเจอร์ลีก ฟุตบอลโลก 2026 ก็อาจถูกจดจำในฐานะเวทีที่ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ สร้างความภาคภูมิใจ และขยายอิทธิพลทางวัฒนธรรมของเจ้าภาพ

ฟุตบอลโลกจะยังคงทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม ในแง่ของการมอบความสุข เสียงเชียร์ และการเผยแพร่ภาพลักษณ์ของเมืองต่าง ๆ สู่สายตาประชากรโลกนับพันล้านคน ดังเช่นที่ผู้บริหารคณะกรรมการจัดงานของเมืองแคนซัสซิตีกล่าวว่า ทัวร์นาเมนต์นี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการสร้างความมั่นใจและเปลี่ยนมุมมองที่ผู้คนมีต่อเมืองของพวกเขา

สำหรับเมืองใหญ่ที่มีความพร้อมทางเศรษฐกิจสูงอยู่แล้ว ฟุตบอลโลกอาจไม่ใช่ขุมทรัพย์ที่จะเสกเงินก้อนโตให้แก่ชุมชน หรือสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน แต่อย่างน้อยในท้ายที่สุดแล้ว มหกรรมกีฬาระดับโลกรายการนี้จะมอบความตื่นเต้นและความสุขให้แก่แฟนบอลทั่วโลกได้อย่างแน่นอน

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (10 มิ.ย. 69)