ส่องหุ้นเฟสท้ายสงคราม Fund Flow ปรับพอร์ต โบรกฯ ชู 3 ธีมเด่น ท่องเที่ยว-ต้นทุนลด-การเงิน

บล.เอเซียพลัส ระบุว่า เมื่อประเมินสถานการณ์สงครามในปัจจุบัน วัฏจักรของสงครามและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับตลาดทุนทั่วโลก จะพบว่าภาพรวมของความขัดแย้งก้าวเข้าสู่ช่วงท้ายของวัฏจักร คือเฟสที่ 6 และ 7 ซึ่งเป็นช่วงของการพูดคุยเงื่อนไขสงบศึกและการลงนามหยุดยิง

ในเชิงจิตวิทยา การเข้าสู่เฟสนี้ถือเป็นสัญญาณเชิงบวก (Bullish) อย่างชัดเจนต่อตลาดหุ้น อย่างไรก็ตาม นักลงทุนอาจต้องระมัดระวังในการเข้าซื้อหุ้นในช่วงเวลานี้ เนื่องจากตลาดหุ้นได้ตอบรับข่าวดีและสะท้อนความคาดหวังนี้ไประดับหนึ่งแล้ว สะท้อนให้เห็นจากผลตอบแทนของตลาดหุ้นทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมา (ข้อมูล 1 มี.ค. – 15 มิ.ย. 2569) เช่น ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ +36.9%, ตลาดหุ้นญี่ปุ่นและสหรัฐฯ (NASDAQ) +17%, ดัชนีหุ้นโลกอย่าง MSCI ACWI +7.1% และตลาดหุ้นไทย +4.2% ซึ่งตลาดหุ้นทุกประเทศล้วนเคยทำจุดต่ำสุดระดับ Double Digit

ขณะที่ตลาดหุ้นฟื้นตัว กลับเห็นผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) 10 ปี ทั้งในภูมิภาคอเมริกา ยุโรป และเอเชียแปซิฟิก ต่างปรับตัวพุ่งแรงขึ้นมาถึง 30 – 50 Basis Points (bps.) ตัวอย่างเช่น สหรัฐฯ (+53.6 bps.), สหราชอาณาจักร (+58.0 bps.) รวมถึงไทย (+37.6 bps.) สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มของอัตราดอกเบี้ยในตลาดที่ปรับตัวสูงขึ้นและอาจทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อไปเพื่อรับมือกับผลกระทบทางเศรษฐกิจและภาวะเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น สถานการณ์เช่นนี้จึงสร้างแรงกดดันและเป็นตัวเร่งสำคัญที่อาจส่งผลให้กระแสเงินทุนต่างชาติมีแนวโน้มที่จะปรับพอร์ต โดยการโยกเงินออกจากตลาดหุ้น และไหลเข้าสู่ตลาดตราสารหนี้ในช่วงเวลานี้ เพื่อล็อกผลตอบแทนที่สูงและมีความปลอดภัยมากกว่า

ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวขึ้นมาแรงในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา กดดันให้ระดับ Market Earning Yield Gap (MEYG) ลดลง เช่น ตลาดหุ้นสหรัฐฯ (NASDAQ, DOW JONES, S&P 500) ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ล้วนมีส่วนต่างผลตอบแทนที่แคบลง สำหรับไทย MEYG ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 3.7% ลดลงจากช่วงก่อนสงครามที่เคยอยู่ระดับ 4.1% (เปลี่ยนแปลง -0.3%) แต่ทิศทาง Bond Yield 10Y ของไทยที่อยู่ในระดับต่ำ (2.1%) ก็ยังทำให้ตลาดหุ้นไทยมีความน่าสนใจอยู่บ้างในเชิงเปรียบเทียบ

ขณะที่สภาพตลาดเปลี่ยนไป ดังนั้นจึงค้นหาโอกาสผ่าน Alpha ราย Sector เมื่อเทียบกับดัชนี SET ระหว่าง 2 ช่วงเวลา (ปี 2569 เทียบกับ ปี 2565) พบว่ามีพฤติกรรมของ Sector ที่สลับขั้วกัน ดังนี้

– กลุ่มที่เคยนิยมในอดีต แต่ปัจจุบัน Alpha ติดลบ: เช่น กลุ่มการแพทย์ (HELTH), พาณิชย์ (COMM), อสังหาริมทรัพย์ (PROP) และอาหาร (FOOD) ซึ่งเคยสร้างผลตอบแทนชนะตลาดได้ดีในปี 2565 แต่กลับประเมินว่าจะมีผลตอบแทนต่ำกว่าตลาด (Negative Alpha) ในช่วงปี 2569

– กลุ่มที่เคยแย่ในอดีต แต่เริ่มกลับมามี Alpha เป็นบวก: เช่น กลุ่มเกษตร (AGRI), ประกันภัย (INSUR), เหล็ก (STEEL), ปิโตรเคมี (PETRO), รับเหมาก่อสร้าง (CONS) และวัสดุอุตสาหกรรม (IMM) ซึ่งเป็นกลุ่มที่น่าจับตามองสำหรับการฟื้นตัว

กลยุทธ์แนะนำ 3 กลุ่มอุตสาหกรรมเด่นในช่วงนี้

1. กลุ่มอิงท่องเที่ยว (Tourism Play): BDMS, BCH, BH, CENTEL, MINT, BA

ปัจจัยสนับสนุน: ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการฟื้นตัวของการเดินทาง การท่องเที่ยว และการใช้บริการต่างๆ

2. กลุ่มต้นทุน Commodity (Commodity Cost Play): ICHI, CBG, HMPRO, GPSC, BGRIM, GULF

ปัจจัยสนับสนุน: เป็นกลุ่มที่จะได้รับแรงหนุนจากทิศทางต้นทุนวัตถุดิบและราคาพลังงานที่เริ่มผ่อนคลายลง

3. กลุ่มการเงิน (Financial Play): SAWAD, MTC, TIDLOR

ปัจจัยสนับสนุน: มีความโดดเด่นในธีมการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งจะเติบโตสอดคล้องไปกับการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจระดับฐานราก

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 มิ.ย. 69)