
นับเป็นเวลากว่า 100 วันหลังจากที่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ในที่สุด ทั้งสองฝ่ายก็ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) เพื่อยุติสงคราม
ความขัดแย้งครั้งนี้มีอิสราเอล กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ และกลุ่มอื่น ๆ ในภูมิภาคเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ครั้งรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในตะวันออกกลางในรอบหลายปี โดยมีจุดปะทุสำคัญอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน การโจมตีโรงงานนิวเคลียร์และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน รวมถึงช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่งน้ำมันทั่วโลก
สำนักข่าวซินหัวได้สรุปไทม์ไลน์ของความขัดแย้งดังต่อไปนี้
28 กุมภาพันธ์
– สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน ส่งผลให้ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านในขณะนั้น และเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่น ๆ เสียชีวิต
– กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) เปิดฉากโจมตีตอบโต้ โดยยิงขีปนาวุธและโดรนเข้าใส่ฐานทัพสหรัฐฯ หลายแห่งในตะวันออกกลาง รวมถึงเป้าหมายในอิสราเอล
1 มีนาคม
– รัฐบาลอิหร่านยืนยันการเสียชีวิตของอาลี คาเมเนอี และประกาศไว้ทุกข์ทั่วประเทศ โดยการจากไปของเขาในฐานะหนึ่งในผู้นำที่ครองตำแหน่งยาวนานที่สุดในตะวันออกกลาง ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอิหร่านและทั่วทั้งภูมิภาค
2 มีนาคม
– สื่ออิหร่านรายงานว่า อิหร่านได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซ และจะโจมตีเรือที่พยายามผ่านเส้นทางยุทธศาสตร์ดังกล่าว
– กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนได้ยิงจรวดและโดรนโจมตีอิสราเอลเพื่อตอบโต้กรณีการสังหารอาลี คาเมเนอี ส่งผลให้อิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศทั่วเลบานอน
3 มีนาคม
– กองทัพอิสราเอลประกาศอย่างเป็นทางการว่าได้เปิดปฏิบัติการภาคพื้นดินรุกเข้าสู่พื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอน โดยมีเป้าหมายเพื่อจัดตั้ง “เขตความมั่นคง”
8 มีนาคม
– สภาผู้เชี่ยวชาญของอิหร่านประกาศเลือก โมจตาบา คาเมเนอี บุตรชายของอาลี คาเมเนอี ให้ดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน
13 มีนาคม
– ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายทางทหารบนเกาะคาร์ก (Kharg Island) ของอิหร่าน ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันที่สำคัญ
18 มีนาคม
– สภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่านยืนยันการเสียชีวิตของ อาลี ลาริจานี เลขาธิการของสภาฯ ขณะเดียวกัน มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน ก็ยืนยันว่า เอสมาอิล คาติบ รัฐมนตรีข่าวกรอง เสียชีวิตจากการโจมตี
21 มีนาคม
– ปธน.ทรัมป์ขู่ว่าจะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน หากอิหร่านไม่ยอมกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบภายใน 48 ชั่วโมง ก่อนที่จะเลื่อนกำหนดการโจมตีออกไปถึงสองครั้ง โดยครั้งแรกเลื่อนออกไป 5 วัน และครั้งที่สองอีก 10 วัน เมื่อวันที่ 23 และ 26 มีนาคม ตามลำดับ
– สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมที่เมืองนาทานซ์ของอิหร่าน ขณะที่อิหร่านยิงขีปนาวุธตอบโต้เข้าใส่เป้าหมายทางตอนใต้ของอิสราเอล
3 เมษายน
– กองกำลังอิหร่านยิงสอยเครื่องบินขับไล่ F-15E Strike Eagle ของสหรัฐฯ ตกทางตะวันตกเฉียงใต้ของอิหร่าน ส่งผลให้สหรัฐฯ ต้องเปิดปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยทางทหารครั้งใหญ่ โดยระดมทั้งหน่วยรบพิเศษและอากาศยานเข้าร่วมภารกิจ ลูกเรือคนหนึ่งได้รับการช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว ขณะที่อีกคนหนึ่งต้องใช้เวลาค้นหาก่อนช่วยเหลือออกมาได้ และสหรัฐฯ สูญเสียอากาศยานเพิ่มเติมระหว่างภารกิจนี้
8 เมษายน
– สหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ขณะที่ เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ระบุในเวลาต่อมาว่า ข้อตกลงดังกล่าวไม่ครอบคลุมถึงเลบานอน ทำให้การสู้รบในพื้นที่ยังคงดำเนินต่อไป
– อิสราเอลโจมตีทางอากาศหนักหน่วงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มสงคราม โดยระดมโจมตีทางอากาศมากกว่า 100 ครั้งภายในเวลาเพียง 10 นาที โดยมีเป้าหมายเป็นที่มั่นของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน
11 เมษายน
– เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ และอิหร่านได้จัดการเจรจาที่กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน โดยคณะผู้แทนสหรัฐฯ นำโดยรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ขณะที่ฝ่ายอิหร่านนำโดยโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน อย่างไรก็ตาม แม้มีการเจรจาอย่างเข้มข้นถึงสามรอบ แต่ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้
12 เมษายน
– ปธน.ทรัมป์กล่าวว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ จะเริ่มปิดล้อมเรือที่พยายามเดินทางเข้าหรือออกช่องแคบฮอร์มุซ และจะทำลายเรือของอิหร่านทุกลำที่เข้าใกล้บริเวณดังกล่าว
16 เมษายน
– เลบานอนและอิสราเอลบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 10 วัน โดยมีสหรัฐฯ เป็นคนกลางในการเจรจา ข้อตกลงดังกล่าวถือเป็นการพักรบครั้งแรกในรอบกว่าหนึ่งเดือนของการปะทะกันระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 2,000 คน
23 เมษายน
– ปธน.ทรัมป์มีคำสั่งให้กองทัพเรือสหรัฐฯ ทำลายเรือของอิหร่านทุกลำที่วางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ
3 พฤษภาคม
– สหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการ “Project Freedom” เพื่อคุ้มกันเรือพาณิชย์ให้สามารถสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการดังกล่าวถูกระงับในเวลาต่อมา โดยปธน.ทรัมป์อ้างถึงความคืบหน้าในการเจรจากับอิหร่าน
15 พฤษภาคม
– อิสราเอลและเลบานอนบรรลุข้อตกลงขยายเวลาหยุดยิงออกไปอีก 45 วัน
3 มิถุนายน
– อิสราเอลและเลบานอนบังคับใช้มาตรการหยุดยิง และเห็นพ้องกันในการเดินหน้าจัดตั้ง “เขตนำร่อง” ในเลบานอน ซึ่งกลุ่มฮิซบอลเลาะห์จะไม่มีบทบาทหรือกองกำลังอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว และกองทัพเลบานอนจะเข้าควบคุมพื้นที่อย่างเต็มรูปแบบ
7 มิถุนายน
– อิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศเขตชานเมืองทางตอนใต้ของกรุงเบรุต เมืองหลวงของเลบานอน ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธหลายระลอกเข้าใส่เป้าหมายในอิสราเอล
11 มิถุนายน
– กองบัญชาการกลางคาตัม อัล-อันบิยา ซึ่งเป็นกองบัญชาการทหารหลักของอิหร่าน ประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์
– กองกำลังอิหร่านยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีเป้าหมายทางทหารของสหรัฐฯ ในบาห์เรน คูเวต และจอร์แดน เพื่อตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้
14 มิถุนายน
– ปากีสถานประกาศว่า สหรัฐฯ และอิหร่านได้บรรลุข้อตกลงสันติภาพแล้ว ภายหลังการเจรจาอย่างเข้มข้น โดยทั้งสองฝ่ายได้ออกมายืนยันข้อตกลงดังกล่าวในเวลาต่อมา
– อิหร่านระบุว่าจะเข้าสู่ช่วงการเจรจาเป็นเวลา 60 วันกับสหรัฐฯ เกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์และการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร โดยมีเงื่อนไขว่าสหรัฐฯ ต้องปฏิบัติตามพันธกรณีเบื้องต้นให้ครบถ้วน
18 มิถุนายน
– ทำเนียบขาวของสหรัฐฯ เริ่มนับถอยหลัง 60 วันสู่การบรรลุข้อตกลงถาวรเพื่อยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน หลังการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) ร่วมกัน
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 มิ.ย. 69)





