
รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (22 มิ.ย.) เวลา 09.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย จะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งแรก โดยเตรียมหารือถึงแนวทางการขับเคลื่อนประเทศร่วมกัน ซึ่งถือเป็นการต่อยอดจากการประชุมร่วมระหว่างรัฐบาล และผู้บริหารบริษัทชั้นนำระดับเจ้าสัว เมื่อช่วงกลางเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา
สำหรับการจัดตั้ง กรอ. ดังกล่าว ถือเป็นกลไกสำคัญตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการขับเคลื่อนประเทศไทยให้เติบโตอย่างมีศักยภาพ มีเป้าหมายการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชน เพื่อให้การพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นไปอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศและนโยบายของรัฐบาล ตลอดจนเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมบทบาทให้ภาคเอกชน ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ได้มีส่วนร่วมกับภาครัฐในการพัฒนาประเทศให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
สำหรับโครงสร้างของคณะกรรมการ กรอ. มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธาน ส่วนกรรมการ ประกอบด้วยรัฐมนตรี และปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งองค์กรภาคเอกชน เช่น นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี, นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, รมว.เกษตรและสหกรณ์, รมว.คมนาคม, รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, รมว.พลังงาน, รมว.พาณิชย์, รมว.อุตสาหกรรม, ปลัดกระทรวงการคลัง, ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, ปลัดกระทรวงพลังงาน, ปลัดกระทรวงพาณิชย์, ปลัดกระทรวงมหาดไทย
เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา, เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ, เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน, ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ, ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย, ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย, ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย
โดยมี ลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ และรองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
สำหรับหน้าที่และอำนาจของ กรอ. คือ การพิจารณาและเสนอแนะแนวทาง และมาตรการต่อคณะรัฐมนตรีในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ของภาคเอกชนทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค รวมทั้งให้ภาคเอกชนร่วมกับภาครัฐ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เจริญเติบโต และสามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
ก่อนหน้านี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ได้ระบุว่า การทำงานของ กรอ.ชุดนี้ จะมุ่งเน้นการปรับโครงสร้างพื้นฐานในหลายด้าน ทั้งด้านพลังงาน ซึ่งประเทศไทยยังพึ่งพาอยู่มาก ด้านเทคโนโลยี ด้านกำลังคนและแรงงาน และด้านการแก้ไขกฎระเบียบ
พร้อมยกตัวอย่างความสำเร็จของโครงการ Thailand Fast Pass ที่พิสูจน์แล้วว่าการแก้ไขปัญหาด้านกฎระเบียบสามารถช่วยส่งเสริมการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และในวันที่ 23 มิ.ย.69 จะมีการเปิดตัวโครงการ Thailand Fast Pass อย่างเป็นทางการ เพื่อแสดงศักยภาพของประเทศไทยให้เห็นเป็นรูปธรรมด้วย
ส่วนการขับเคลื่อนประเทศภายใต้ กรอ. ในระยะต่อไปนั้น นายเอกนิติ ยอมรับว่า จะมีการจัดตั้งคณะทำงานย่อยเพื่อขับเคลื่อนใน 4 ด้านหลัก ๆ ประกอบด้วย คณะทำงานด้านโครงสร้างพื้นฐาน, ด้านการค้าและความสามารถในการแข่งขัน, ด้านกฎหมายและกฎระเบียบทางธุรกิจ และด้านแรงงาน โดยเชื่อว่าหากดำเนินการอย่างเป็นระบบ ประเทศไทยจะมีพัฒนาการที่ดีขึ้นภายในระยะเวลา 3-4 ปี
ขณะที่นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า การประชุม กรอ.ครั้งนี้ จะมีการหารือถืงแนวทางการปรับปรุงข้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ ซึ่งที่ผ่านมา ได้ประสานกับคณะกรรมการร่วมพรรคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ไว้แล้วว่า มีกฎหมายหรือกฎระเบียบอะไรบ้างที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ และจะแก้ไขอย่างไร หรือมีข้อเสนออย่างไร โดยเฉพาะการทบทวนกฎหมายลำดับรอง คือ กฎกระทรวงต่าง ๆ ที่มี 7,600 กว่าฉบับ
ทั้งนี้ เบื้องต้นได้หารือร่วมกับ กกร. และได้มีการตั้งคณะกรรมการร่วมกันแล้ว คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน เพื่อสรุปแนวทางเสนอ กรอ.หรือเสนอ ครม.ต่อไป
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 มิ.ย. 69)




