นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาท [USDTHB.X] เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.28 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าลงจากปิดของวันก่อนหน้าที่ระดับ 33.15 บาท/ดอลลาร์ โดยเงินบาทเช้านี้อ่อนค่าลงในรอบ 1 ปี 1 เดือน นับตั้งแต่ 19 พ.ค.68
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาทยังคงเคลื่อนไหวอ่อนค่าลงต่อเนื่อง ทะลุโซนแนวต้านสำคัญ 33.00บาทต่อดอลลาร์ได้สำเร็จ หลังเงินดอลลาร์ยังคงได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่า
สำหรับวันนี้ ไฮไลท์สำคัญในฝั่งไทย จะอยู่ที่การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) โดยเราประเมินว่า กนง.จะเลือกคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.00% เพื่อหนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง ส่วนอัตราเงินเฟ้อยังไม่มีสัญญาณเร่งขึ้นต่อเนื่อง จากการปรับตัวขึ้นของราคาสินค้าและบริการเป็นวงกว้าง รวมถึง second round effect
ส่วนในฝั่งยุโรป ตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่าน ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ BOE และรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังสหรัฐฯ กับอิหร่าน บรรลุข้อตกลงสันติภาพ ที่ความไม่แน่นอนยังคงมีอยู่
ส่วนแนวโน้มของค่าเงินบาท ยังเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอน โดยเราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง หรืออย่างน้อย แกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน
“แม้ในช่วงระยะสั้น เราจะประเมินว่า เงินบาทอาจยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า จากความแข็งแกร่งของเงินดอลลาร์ แต่การอ่อนค่าของเงินบาท ถือว่าเกินความคาดหมายไปพอควร…ต้องยอมรับว่า การอ่อนค่าของเงินบาทในรอบนี้ มาจาก AI/Semiconductor Sell-Off ที่ ผู้เล่นในตลาดได้กลับมามั่นใจเกิน 100% ต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ดังนั้น ในช่วงระยะสั้นนี้ การเคลื่อนไหวของเงินบาทอาจขึ้นกับ บรรยากาศในตลาดการเงินที่จะต้องรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ด้วยเช่นกัน” นายพูน กล่าว
นายพูน คาดเงินบาทวันนี้ จะเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 33.15-33.50 บาท/ดอลลาร์
ปัจจัยสำคัญ
- เงินเยน อยู่ที่ระดับ 161.60 เยน/ดอลลาร์ จากเย็นวานที่ระดับ 161.41 เยน/ดอลลาร์
- เงินยูโร อยู่ที่ระดับ 1.1375 ดอลลาร์/ยูโร จากเย็นวานที่ระดับ 1.1410 ดอลลาร์/ยูโร
- อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท/ดอลลาร์ ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักระหว่างธนาคารของ ธปท.อยู่ที่ระดับ 33.071 บาท/ดอลลาร์
- วันนี้จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เพื่อพิจารณากำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยตลาดต่างคาดการณ์ว่าในรอบนี้ กนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00% และต่อเนื่องไปตลอดทั้งปีนี้ พร้อมทั้งต้องติดตามการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ผ่านการประมาณการ GDP และตัวเลขเศรษฐกิจอื่น ๆ จาก กนง.ในรอบนี้ด้วย
- รัฐบาลไทยเปิดตัว “Thailand FastPass” ผนึกกำลัง 8 หน่วยงานภาครัฐ ร่นระยะเวลาอนุมัติ-อนุญาตทุกขั้นตอนปลดล็อกการลงทุนจริงกว่า 7 แสนล้านบาท พร้อมสร้างงานคุณค่าสูงในอุตสาหกรรมเป้าหมาย
- “อนุทิน” เผยร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 70 ผ่าน ครม.แล้ว ไฟเขียวตั้ง กมธ.งบ 72 คน พร้อมอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร “ศิริกัญญา” เตรียม 30 คน อภิปรายงบปี 70 เจาะกระทรวงดีอีได้เพิ่ม แถมมีงบเฟส 2 TH-AI Passport ด้วย “พริษฐ์” ซัดรัฐบาลพูด 100 ทำ 10 หลังโอนงบปี 69 ได้แค่ 1 หมื่นล้านจากเป้า 8 หมื่นล้าน
- SCB EIC ชี้แม้ปรับเศรษฐกิจไทย ดีขึ้นจาก 1.7% เป็น 2% แต่เศรษฐกิจเต็มไปด้วยความเสี่ยง เปิด “3 แผลลึก” ฉุดเศรษฐกิจไทย ทั้งการเติบโตที่กระจุกตัว เป็น K-shaped หนักขึ้น “ครัวเรือน-เอสเอ็มอี” เปราะบางสูงขึ้น ด้านภาวะการเงินตึงตัว การจ้างงาน-อสังหาฯซบเซาหนัก “เงินบาท” ดิ่ง 33.20 บาท “อ่อนค่าสุด” รอบกว่า 1 ปี “กรุงศรี-กรุงไทย” จับตาเทรนด์ “บาทอ่อนค่า” ยาวถึงไตรมาส 3 หลังเฟดส่อแววคงดอกเบี้ยสูง
- ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันอังคาร (23 มิ.ย.) โดยได้แรงหนุนจากการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากถึง 2 ครั้งในปีนี้ ขณะที่นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ของสหรัฐฯ เพื่อหาสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับแนวโน้มเงินเฟ้อและทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด
- สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดลบในวันอังคาร (23 มิ.ย.) โดยตลาดถูกกดดันจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ รวมทั้งกระแสคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยถึง 2 ครั้งในปีนี้
- นักลงทุนจับตาเควิน วอร์ช ประธานเฟดซึ่งมีกำหนดกล่าวแถลงการณ์รอบครึ่งปีว่าด้วยนโยบายการเงินและภาวะเศรษฐกิจสหรัฐต่อสภาคองเกรสในวันที่ 14-15 ก.ค. ซึ่งจะเป็นการแถลงต่อสภาคองเกรสเป็นครั้งแรกหลังเข้ารับตำแหน่ง เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ภาวะเศรษฐกิจสหรัฐ และทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟดในปีนี้
- นักลงทุนพากันเพิ่มน้ำหนักต่อคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 2 ในปีนี้ในเดือนธ.ค. หลังการปรับขึ้นครั้งแรกในเดือนก.ย. ภายใต้การกุมบังเหียนเฟดของเควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะ “สายเหยี่ยว” หรือผู้สนับสนุนการคุมเข้มนโยบายการเงินเพื่อสกัดเงินเฟ้อ
- FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 69.5% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ในการประชุมเดือนก.ย. และให้น้ำหนักเพียง 30.5% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75%
- นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ของสหรัฐฯ ในวันพฤหัสบดี (25 มิ.ย.) เพื่อหาสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของเฟด โดยดัชนี PCE เป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ เนื่องจากสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค และครอบคลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้างมากกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 มิ.ย. 69)





