การเมืองของอังกฤษมาถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้ง เมื่อ เคียร์ สตาร์เมอร์ ประกาศลาออกจากตำแหน่งผู้นำพรรคแรงงานและนายกรัฐมนตรีอังกฤษเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (22 มิ.ย.) โดยเขาจะทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรีไปจนกว่าการเลือกผู้นำคนใหม่เสร็จสิ้นเรียบร้อย
ข่าวการไขก๊อกลาออกก่อนครบวาระของสตาร์เมอร์ ทำให้เสถียรภาพทางการเมืองของอังกฤษตกอยู่ในความเสี่ยง ขณะที่คนทั่วโลก ซึ่งรวมถึงนักลงทุนในตลาดการเงิน ต่างพากันตั้งคำถามว่าเพราะเหตุใดสตาร์เมอร์จึงประกาศลาออก? แล้วกระบวนการเปลี่ยนผ่านอำนาจจะเป็นอย่างไร? และใครที่มีโอกาสมากที่สุดที่จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปของอังกฤษ? จะใช่ แอนดี เบิร์นแฮม บุคคลที่ขณะนี้ได้รับการคาดหมายอย่างกว้างขวางว่าเป็นตัวเต็ง หรือไม่?
จากผู้ชนะ… สู่ผู้แพ้
สตาร์เมอร์ก้าวเข้าสู่ทำเนียบนายกรัฐมนตรีอังกฤษเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2567 หลังจากนำพรรคแรงงานคว้าชัยชนะอย่างถล่มทลาย โดยได้ที่นั่งในสภาสามัญชนมากถึง 411 ที่นั่ง และทำให้การครองอำนาจอันยาวนาน 14 ปีของพรรคอนุรักษนิยมต้องปิดฉากลง
ในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง สตาร์เมอร์เคยให้คำมั่นสัญญาว่าจะฟื้นฟูเศรษฐกิจให้เติบโตรวดเร็วขึ้น ปรับปรุงบริการสาธารณะให้ดียิ่งขึ้น ตลอดจนควบคุมการย้ายถิ่นฐานที่ผิดกฎหมายให้เข้มงวดมากขึ้น และฟื้นฟูเสถียรภาพของอังกฤษหลังจากเผชิญกับความวุ่นวายทางการเมืองมานานหลายปี… แต่ภายในเวลาไม่ถึง 2 ปีหลังจากนั้น สตาร์เมอร์กลับสูญเสียความเชื่อมั่นจากสมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่ในพรรคของเขาเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐบาลตกอยู่ท่ามกลางวงล้อมระหว่างความพยายามที่จะจำกัดการใช้จ่ายของภาครัฐ กับข้อเรียกร้องจากสมาชิกรัฐสภาของพรรคแรงงาน สหภาพแรงงาน และกลุ่มผู้สนับสนุนดั้งเดิม ที่ต้องการให้รัฐบาลมีการลงทุนทางสังคมมากขึ้น
รัฐบาลของสตาร์เมอร์เผชิญกระแสคัดค้านอย่างรุนแรง หลังออกมาตรการจำกัดเงินช่วยเหลือค่าเชื้อเพลิงในฤดูหนาวสำหรับผู้รับเงินบำนาญและการปฏิรูปสวัสดิการผู้พิการ นอกจากนี้ การยอมผ่อนปรนและการกลับลำนโยบายในเวลาต่อมา ยิ่งก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้นว่ารัฐบาลขาดทิศทางที่ชัดเจน
เก้าอี้นายกรัฐมนตรีของสตาร์เมอร์สั่นคลอนอีกครั้งจากกรณีที่เขาตัดสินใจแต่งตั้ง ปีเตอร์ แมนเดลสัน ซึ่งมีประวัติใกล้ชิดกับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตนักการเงินผู้อื้อฉาวและผู้ต้องหาคดีค้ามนุษย์และล่วงละเมิดทางเพศผู้ล่วงลับ ให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำสหรัฐอเมริกา ซึ่งการแต่งตั้งโดยที่รู้ว่าแมนเดลสันมีชนักติดหลังเรื่องเอปสตีนเช่นนี้ กลายเป็นเรื่องใหญ่ในสังคมที่ทำลายความน่าเชื่อถือและเป็นระเบิดเวลาที่กดดันให้สตาร์เมอร์ต้องลาออกในที่สุด
นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญทางการเมืองมองว่า อีกหนึ่งชนวนเหตุที่ซ้ำเติมสตาร์เมอร์อย่างรุนแรงคือความพ่ายแพ้อย่างยับเยินของพรรคแรงงานในการเลือกตั้งท้องถิ่นและระดับภูมิภาคในเดือนพฤษภาคม เนื่องจากพรรครีฟอร์ม ยูเค (Reform UK) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองฝ่ายขวาจัด ได้เข้ามาท้าชิง โดยเฉพาะในประเด็นการย้ายถิ่นฐาน ขณะที่พรรคกรีน (Green) ก็ดึงดูดผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งบางส่วนที่ผิดหวังจากฝ่ายซ้าย
เจอแรงกดดันจากสมาชิกภายในพรรค
ช่วงเวลาสำคัญที่นำไปสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน เมื่อแอนดี เบิร์นแฮม อดีตนายกเทศมนตรีเมืองเกรตเทอร์แมนเชสเตอร์ ได้รับชัยชนะการเลือกตั้งซ่อมในเขตเมเกอร์ฟิลด์และกลับคืนสู่สภาสามัญชนของอังกฤษ ชัยชนะของเบิร์นแฮมทำให้เขามี “แรงส่ง” ที่แข็งแกร่งพอในการเปิดฉากท้าชิงตำแหน่งผู้นำพรรคแรงงานอย่างเป็นทางการ และถูกมองว่าเป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้สตาร์เมอร์ต้องก้าวลงจากตำแหน่ง
หลังจากชัยชนะของเบิร์นแฮม เสียงเรียกร้องให้สตาร์เมอร์ก้าวลงจากตำแหน่งก็ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะ ไฮดี อเล็กซานเดอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ใช้แรงกดดันถึงขั้นเรียกร้องให้สตาร์เมอร์กำหนดกรอบเวลาในการก้าวลงจากตำแหน่ง ขณะที่ชาบานา มาห์มูด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีระดับสูงคนอื่น ๆ เคยยื่นข้อเรียกร้องในลักษณะเดียวกันนี้มาก่อนแล้ว
นอกจากนี้ หนังสือพิมพ์สกายนิวส์ของอังกฤษรายงานเมื่อวันอาทิตย์ (21 มิ.ย.) ว่า อีเวตต์ คูเปอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้บอกกับสตาร์เมอร์เป็นการส่วนตัวว่าให้ก้าวลงจากตำแหน่ง ขณะที่ไฟแนนเชียลไทมส์รายงานในวันเดียวกันว่า สมาชิกสภาจากพรรคแรงงานมากกว่า 100 คน หรือคิดเป็น 1 ใน 4 ของ สส. ทั้งหมดของพรรค ได้เรียกร้องให้สตาร์เมอร์ลาออก
สจวร์ต วิลส์-ฮีด ผู้เชี่ยวชาญทางการเมืองจากมหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล กล่าวว่า สตาร์เมอร์ไม่สามารถอยู่ในตำแหน่งได้อีกต่อไป เมื่อสมาชิกสภาของพรรคแรงงานจำนวนมากและสมาชิกคณะรัฐมนตรีระดับสูงสรุปตรงกันว่า เขาต้องไป!!!
“ถ้าคุณไม่สามารถควบคุมเสียงของสมาชิกภายในพรรคของคุณได้ คุณก็กำลังตกที่นั่งลำบากในฐานะนายกรัฐมนตรี” เขากล่าว
วิลส์-ฮีด กล่าวว่า แม้ว่าสตาร์เมอร์ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านพรรคแรงงานจากพรรคที่เคยถูกมองว่าไม่มีทางชนะเลือกตั้งหลังจากความพ่ายแพ้ในปี 2562 ให้กลายเป็นพรรคที่ชนะการเลือกตั้งทั่วไปปี 2567 แต่สตาร์เมอร์ไม่สามารถส่งต่อความสำเร็จนั้นไปสู่การบริหารประเทศได้ โดยการกลับลำนโยบายซ้ำแล้วซ้ำเล่า และ “ความผิดพลาดที่สร้างขึ้นเอง” ได้บั่นทอนอำนาจของเขาลงอย่างต่อเนื่อง
จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป
ในระหว่างการประกาศลาออกที่บริเวณด้านหน้าทำเนียบดาวนิงสตรีทเมื่อวันจันทร์นั้น สตาร์เมอร์กล่าวว่า เขาได้ขอให้คณะกรรมการบริหารของพรรคแรงงานจัดทำกำหนดการสำหรับการเลือกตั้งผู้นำพรรคคนใหม่ และจะเปิดรับเสนอชื่อในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ โดยคาดว่าการแข่งขันจะเสร็จสิ้นก่อนช่วงปิดสมัยประชุมสภาในฤดูร้อน ซึ่งหมายความว่า ผู้นำพรรคแรงงานคนใหม่จะพร้อมปฏิบัติหน้าที่ก่อนที่สภาจะเปิดประชุมอีกครั้งในเดือนกันยายน
ภายใต้กฎระเบียบปัจจุบันของพรรคแรงงาน ผู้สมัครจะต้องได้รับการเสนอชื่อจากสมาชิกสภาของพรรคอย่างน้อย 20% เป็นอันดับแรก โดยหากคำนวณจากจำนวน สส. ปัจจุบันของพรรคแรงงานในสภาสามัญชนแล้ว ผู้สมัครจะต้องได้เสียงสนับสนุนจากสมาชิกสภาอย่างน้อย 81 คน นอกจากนี้ กฎระเบียบของพรรคแรงงานยังระบุว่า ผู้สมัครจะต้องได้รับการเสนอชื่อจากองค์กรเครือข่ายของพรรคแรงงานอย่างน้อยสามแห่ง (โดยอย่างน้อยสองแห่งต้องเป็นสหภาพแรงงาน) ซึ่งจำนวนสมาชิกทั้งหมดรวมกันขององค์กรเครือข่ายที่เสนอชื่อจะต้องไม่น้อยกว่า 5% ของสมาชิกเครือข่ายทั้งหมด
หากมีผู้สมัครมากกว่าหนึ่งคนผ่านเกณฑ์การเสนอชื่อ สมาชิกพรรคแรงงานและผู้สนับสนุนในเครือข่ายที่มีสิทธิ์ จะทำการลงคะแนนเสียงเพื่อเลือกผู้นำคนใหม่
เมื่อได้ผู้สืบทอดตำแหน่งแล้ว สตาร์เมอร์จะเข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ณ พระราชวังบักกิงแฮมอย่างเป็นทางการเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายหนังสือลาออก จากนั้นสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 จะทรงเชิญบุคคลที่มีแนวโน้มว่าจะได้รับความไว้วางใจจากสภาสามัญชนมากที่สุดให้มาจัดตั้งรัฐบาล
ทั้งนี้ เนื่องจากพรรคแรงงานยังคงครองเสียงข้างมากในสภา คาดว่าสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 จะไม่ทรงมีบทบาทใด ๆ ในการตัดสินผลลัพธ์ของการแข่งขันภายในพรรค โดยปกติแล้วผู้นำพรรคแรงงานคนใหม่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีทันที และจะเริ่มดำเนินการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่
Institute for Government ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองของอังกฤษ ระบุว่า การเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องนำไปสู่การเลือกตั้งทั่วไป โดยผู้นำพรรคแรงงานคนใหม่สามารถบริหารประเทศต่อไปได้จนกว่าจะสิ้นสุดวาระของสภาชุดปัจจุบัน หรือจะเลือกประกาศให้มีการเลือกตั้งก่อนกำหนดก็ได้
กูรูฟันธง “แอนดี เบิร์นแฮม” เต็งหนึ่งนายกฯ อังกฤษคนใหม่
ผู้สันทัดกรณีด้านการเมืองต่างก็มีความเห็นไปในทางเดียวกันว่า แอนดี เบิร์นแฮม คือตัวเต็งอันดับหนึ่ง เนื่องจากชัยชนะการเลือกตั้งของเบิร์นแฮมในเขตเมเกอร์ฟิลด์ ซึ่งเขาสามารถโค่น ไนเจล ฟาราจ ผู้สมัครจากพรรครีฟอร์ม ยูเค ซึ่งเป็นพรรคการเมืองฝ่ายขวาจัดได้อย่างขาดลอยนั้น ได้ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับบรรดาผู้สนับสนุนของเขาว่า เขาอยู่ในจุดที่เหมาะสมกว่าสตาร์เมอร์ในการดึงคะแนนเสียงจากกลุ่มผู้ใช้แรงงานกลับคืนมา และสกัดกั้นการเติบโตของพรรครีฟอร์ม ยูเค
ที่ผ่านมานั้น เบิร์นแฮมวางตัวเองให้เป็นทางเลือกที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนจากรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยเขาได้เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านเศรษฐกิจ การย้ายถิ่นฐาน การศึกษา และอุตสาหกรรมของอังกฤษ พร้อมทั้งปฏิเสธสิ่งที่เขาเรียกว่า แนวทางเศรษฐกิจแบบไหลริน (trickle-down economic model) ที่ล้มเหลว และสนับสนุนโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมรูปแบบใหม่สำหรับพื้นที่ทางตอนเหนือของอังกฤษ
สจวร์ต วิลส์-ฮีด ผู้เชี่ยวชาญด้านการเลือกตั้งจากมหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล ได้แสดงความเชื่อมั่นว่าเบิร์นแฮมจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปของอังกฤษ และคะแนนสนับสนุนอันท่วมท้นจะทำให้เขามีข้อได้เปรียบทางการเมืองอย่างมาก
“กระแสคือทุกสิ่งทุกอย่างในการเมือง และแอนดี เบิร์นแฮม มีมันอยู่ในมือแล้วตอนนี้” วิลส์-ฮีดกล่าว
ขณะที่ เอียน สก็อตต์ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ กล่าวว่า เบิร์นแฮมมีประสบการณ์ทางการเมืองที่ยาวนาน ได้รับความนิยมในระดับท้องถิ่นอย่างแข็งแกร่ง และเข้าถึงผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งอย่างจริงใจ อย่างไรก็ตาม การย้ายจากเมืองเกรตเทอร์แมนเชสเตอร์ไปยังถนนดาวนิงจะเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ของเบิร์นแฮม เพราะเขามีหลายอย่างที่จะต้องพิสูจน์ตัวเอง
ด้านสตีฟ โนแลน อาจารย์อาวุโสด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล จอห์น มัวร์ส มองว่า แผนนโยบายของเบิร์นแฮมอาจทำให้เขาแตกต่างจากสตาร์เมอร์ แต่มันก็ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า การลงทุนเพิ่มเติมและการปฏิรูปบริการสาธารณะจะหาแหล่งเงินทุนมาจากที่ใด
โนแลนกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีคนใหม่ต้องเผชิญกับข้อจำกัดเดิม ๆ แบบเดียวกับที่นายกรัฐมนตรีคนก่อนเคยเผชิญ แต่ก็พอจะมีช่องว่างให้ขยับขยายได้บ้าง แม้จะไม่มากนัก ขณะเดียวกันโนแลนมองว่า ตลาดพันธบัตรจะให้ความสนใจเป็นพิเศษว่ารัฐบาลชุดต่อไปจะยังคงยึดมั่นในกฎเกณฑ์ทางการคลังของอังกฤษหรือไม่ พร้อมกับให้ความเห็นว่า หนี้สาธารณะที่สูงและต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น จะทำให้ความพยายามผ่อนปรนกฎเหล่านั้น กลายเป็นข้อจำกัดสำหรับผู้นำคนใหม่
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าทุกคนในพรรคแรงงานจะเห็นด้วยกับการส่งต่ออำนาจโดยไม่มีการแข่งขัน โดยสถานีโทรทัศน์ไอทีวี (ITV) รายงานเมื่อวันอาทิตย์ว่า ปีเตอร์ ไคล์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงธุรกิจและการค้า คัดค้านการปล่อยให้เบิร์นแฮมขึ้นมาสืบทอดตำแหน่งโดยไม่มีกระบวนการแข่งขันอย่างเป็นทางการ โดยไคล์แย้งว่า พรรคแรงงานควรใช้การเลือกตั้งผู้นำพรรคครั้งนี้ในการอภิปรายเกี่ยวกับวิธีที่ดีที่สุดในการสกัดกั้นพรรครีฟอร์ม ยูเค พร้อมทั้งรับประกันว่าการเปลี่ยนผ่านจากสตาร์เมอร์ไปสู่นายกรัฐมนตรีคนใหม่จะเป็นไปอย่างมีระเบียบเรียบร้อย
เปิดประวัติ แอนดี เบิร์นแฮม
เบิร์นแฮม วัย 56 ปี เกิดในลิเวอร์พูล บิดาเป็นวิศวกรโทรศัพท์ และมารดาทำงานเป็นพนักงานต้อนรับ เขาเข้าร่วมพรรคแรงงานตั้งแต่อายุ 15 ปี เบิร์นแฮมเข้ารับการศึกษาที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และหลังจากสำเร็จการศึกษา เขาได้เดินตามเส้นทางที่นักการเมืองอังกฤษนิยมทำกัน นั่นคือการทำงานเป็นนักวิจัยในรัฐสภา
เขาได้รับการเลือกตั้งเข้าสู่สภาสามัญชนเป็นครั้งแรกในปี 2544 และเคยทำงานเป็นที่ปรึกษา รวมถึงเคยเป็นรัฐมนตรีภายใต้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี โทนี แบลร์ ในขณะนั้น นอกจากนี้ เบิร์นแฮมเคยลงคะแนนเสียงสนับสนุนการแทรกแซงทางทหารของสหราชอาณาจักรในอิรักร่วมกับสหรัฐฯ เมื่อปี 2546
บทบาทที่โดดเด่นที่สุดของเขาคือการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ภายใต้รัฐบาลของ กอร์ดอน บราวน์ ผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากโทนี แบลร์ และต่อมาเขากลายเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่ระดับสูงเพียงไม่กี่คนจากยุคโทนี แบลร์ ที่ร่วมงานกับ เจเรมี คอร์บิน ผู้นำฝ่ายซ้ายจัดที่ถูกขับออกจากพรรคแรงงานในเวลาต่อมา
เบิร์นแฮมเคยลงสมัครชิงตำแหน่งผู้นำพรรคแรงงานมาแล้วสองครั้ง แต่การที่เขาเคยสนับสนุนการบุกอิรักในอดีตได้กลายเป็นอุปสรรคต่อการลงสมัครทั้งสองครั้ง โดยในแข่งขันครั้งที่สองเมื่อปี 2558 เบิร์นแฮมพ่ายแพ้ให้กับคอร์บินด้วยคะแนนเสียงที่ห่างกันมาก และเขาได้ก้าวลงจากตำแหน่งในรัฐสภาในปี 2560
จากนั้นเขาได้พลิกบทบาทตัวเองใหม่ในฐานะผู้พิทักษ์ผลประโยชน์ของกลุ่มประชากรชนชั้นแรงงานในภาคเหนือของอังกฤษตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองเกรตเทอร์แมนเชสเตอร์ยาวนานกว่าสองสมัย
ในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่ง เมืองเกรตเทอร์แมนเชสเตอร์เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเศรษฐกิจขยายตัวเป็นสองเท่าของอัตราเฉลี่ยระดับประเทศ เบิร์นแฮมได้ยกระดับชื่อเสียงของเมืองและกลายเป็นผู้สร้างขวัญกำลังใจให้แก่เมืองเกรตเทอร์แมนเชสเตอร์
เขาได้รับฉายาว่า “ราชาแห่งแดนเหนือ” (King of the North) ซึ่งอ้างอิงจากซีรีส์ทางโทรทัศน์เรื่อง Game of Thrones หลังจากที่เขาได้กล่าวสุนทรพจน์อันดุเดือด วิพากษ์วิจารณ์การที่รัฐบาลอังกฤษปฏิบัติต่อเมืองเกรตเทอร์แมนเชสเตอร์ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 และฉายานั้นก็ติดตัวเขาเรื่อยมา
เบิร์นแฮมได้ใช้เวลาตลอดปีที่ผ่านมาในการพยายามเปลี่ยนผลงานในตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองเกรตเทอร์แมนเชสเตอร์ให้กลายเป็นพิมพ์เขียวสำหรับการฟื้นฟูประเทศ ผลลัพธ์ที่ได้คือสิ่งที่เขาเรียกว่า “แนวคิดแบบแมนเชสเตอร์” (Manchesterism) ซึ่งเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองที่มีรากฐานมาจากการควบคุมบริการที่จำเป็นโดยท้องถิ่น และนโยบายที่เป็นเอกลักษณ์ของเขาคือการปฏิรูประบบขนส่งรถโดยสารประจำทาง
จับตานายกรัฐมนตรีคนที่ 7 ในรอบทศวรรษ
การก้าวลงจากตำแหน่งของสตาร์เมอร์หมายความว่า ผู้สืบทอดตำแหน่งของเขาจะกลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 7 ที่ได้ก้าวเข้าสู่ถนนดาวนิงในรอบหนึ่งทศวรรษ นับตั้งแต่การลงประชามติเพื่อนำอังกฤษแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) ในปี 2569 ซึ่งตอกย้ำถึงความไม่มั่นคงของการเมืองอังกฤษ
สตีฟ โนแลน อาจารย์อาวุโสด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล จอห์น มัวร์ส กล่าวว่า การเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีบ่อยครั้งเช่นนี้ กำลังส่งสัญญาณถึงภาวะไร้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจของอังกฤษ และการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีไม่ได้ช่วยให้พื้นฐานทางเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปด้วย เนื่องจากผู้นำคนใหม่คนใดก็ตามจะต้องเผชิญกับข้อจำกัดเดิม ๆ จากการเติบโตที่อ่อนแอและบริการสาธารณะที่ย่ำแย่
ขณะที่ หยาง ฟาง นักวิจัยจากสถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศร่วมสมัยของจีน (CICIR) กล่าวว่า ความตึงเครียดระหว่างระบบการเมืองและวัฒนธรรมพรรคการเมืองของอังกฤษ กับความต้องการของเศรษฐกิจและสังคมสมัยใหม่ ได้ทำให้การบริหารประเทศอ่อนแอลงและก่อให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ประชาชน
ฟางกล่าวว่า ทั้งพรรคแรงงานและพรรคอนุรักษนิยมต่างก็ตอบสนองต่อวิกฤตการณ์ด้วยการเปลี่ยนตัวผู้นำเพื่อรักษาอำนาจเอาไว้ แต่วิธีการนี้ไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึกได้ และกลับมีความเสี่ยงที่จะสร้าง “วงจรการเกิดซ้ำที่ไร้ประสิทธิ” ขึ้นมาแทน
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 มิ.ย. 69)





