
เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยในรายการ “เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand” ถึงแนวทางการแก้ไขวิกฤตราคาพลังงานอย่างยั่งยืน ความยั่งยืนที่ว่านี้นอกจากการที่รัฐบาลพยายามลดค่าไฟฟ้าโดยตัดต้นทุนค่าไฟฟ้าจากค่าความพร้อมจ่ายของโรงไฟฟ้าเดิมที่มีปริมาณล้นเกินแล้ว ยังจะต้องป้องกันมิให้ Data Center เข้ามาสร้างต้นทุนที่จะถูกส่งผ่านมายังผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป ต้นทุนที่แท้จริงซึ่งระบบโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศไทยต้องแบกรับเพื่อให้ Data Center ได้ใช้ไฟฟ้าที่มั่นคงจากระบบโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศไทย บทความนี้ นักกฎหมายประจำศูนย์กฎหมายพลังงาน (“ELC”) ชวนตั้งคำถามว่าแนวคิดที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจะแยกให้ Data Center เป็น “ผู้ใช้ไฟประเภทที่ 9” (สำหรับ Data Center) นั้นเป็นไปได้หรือไม่ มีฐานทางทฤษฎีใดรองรับ เทียบกับต่างประเทศแล้วเป็นอย่างไร และกฎหมายของประเทศไทยพร้อมรองรับการดำเนินการนี้หรือไม่?
เพื่อตอบปัญหาเหล่านี้ ต้องเริ่มจากการเข้าใจบริบทของ Data Center ก่อน ในรายงานของ Congressional Research Service เรื่อง “Data Centers and Their Energy Consumption: Frequently Asked Questions” ได้อธิบายไว้ว่า Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานและศูนย์กลางระบบคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ ภายใน Data Center มักจะประกอบไปด้วยเซิร์ฟเวอร์คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล และอุปกรณ์เครือข่ายจำนวนมาก เพื่อทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที (IT) ให้แก่องค์กรต่างๆ ในการจัดเก็บ จัดการ ประมวลผล และส่งผ่านข้อมูลปริมาณมหาศาล เมื่อ Data Center เป็นเสมือนแกนหลักของโลกอินเทอร์เน็ตตราบเท่าที่โลกหมุนไปด้วยอินเทอร์เน็ต Data Center จึงถูกใช้งานอยู่ตลอดและต้องใช้ไฟฟ้าอยู่ตลอดเวลา 24 ชั่วโมงเพื่อตอบสนองความต้องการเข้าถึงข้อมูลและบริการดิจิทัลจากผู้ใช้งานทั่วโลกที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกวินาที
Data Center ใช้ไฟฟ้าปริมาณมหาศาลสำหรับหล่อเลี้ยงอุปกรณ์ไอทีอย่างเซิร์ฟเวอร์และระบบจัดเก็บข้อมูลนับหมื่นเครื่องให้ทำงานประมวลผลได้อย่างเสถียร และที่สำคัญอย่างยิ่งคือต้องใช้ไฟฟ้าสำหรับระบบทำความเย็น (Cooling Systems) เพื่อควบคุมอุณหภูมิไม่ให้อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ทำงานหนักจนเกิดความร้อนสะสมจนพังทลาย รวมถึงสำหรับระบบโครงข่ายและระบบสำรองไฟ (UPS) ที่ต้องสแตนด์บายพร้อมทำงานอยู่เสมอ เพื่อการันตีว่าการเชื่อมต่อข้อมูลระดับโลกจะไม่สะดุดหรือหยุดชะงักลงแม้แต่วินาทีเดียว
ตามรายงาน Electricity 2024 Analysis and Forecast to 2026 ขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่าในปี 2022 Data Center ทั่วโลกใช้ไฟฟ้ารวมกันประมาณ 460 เทราวัตต์ชั่วโมง (TWh) หรือคิดเป็นประมาณ 2% ของความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งโลก และคาดการณ์ว่าตัวเลขนี้จะพุ่งทะลุ 1,000 TWh ภายในปี 2026 ซึ่งเป็นผลมาจากการบูมของ AI และคริปโทเคอร์เรนซี โดย Data Center ขนาดใหญ่ระดับ Hyperscale เช่น ของ Google, AWS, Microsoft อาจมีความต้องการใช้ไฟฟ้า (Power Capacity) ตั้งแต่ 20 เมกะวัตต์ (MW) ไปจนทะลุ 100 MW การใช้งานไฟฟ้าจำนวนมหาศาลนี้ส่งผลให้ศักยภาพของระบบโครงข่ายไฟฟ้าในละแวกนั้นที่จะต้องรับภาระในการจ่ายไฟฟ้าให้กับ Data Center จนเต็มขีดจำกัด
จากแนวโน้มการใช้ไฟฟ้าจำนวนมหาศาลของ Data Center หากประเทศไทยจะเปิดให้มีผู้ลงทุนเพื่อพัฒนาและให้บริการ Data Center ในประเทศไทยแล้ว โครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานโดยเฉพาะระบบโครงข่ายไฟฟ้าจำเป็นต้องมีศักยภาพและเสถียรมากพอในการรองรับการส่งไฟฟ้าจำนวนมากและย่อมมีภาระที่มากขึ้นจากการที่ระบบโครงข่ายไฟฟ้าต้องแบกรับเพื่อนำไปจำหน่ายให้แก่ Data Center ต่อเนื่องตลอดเวลาได้ มิฉะนั้นอาจส่งผลให้เกิดไฟตกหรือไฟดับซึ่งสร้างความเสียหายให้แก่ธุรกิจในลักษณะที่ต้องอาศัยไฟฟ้าปริมาณมากหล่อเลี้ยงอุปกรณ์และข้อมูลเป็นหลัก
การเติบโตของกิจการ Data Center ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าในปริมาณมหาศาลและต่อเนื่องตลอดเวลา ทำให้การใช้ไฟฟ้าของ Data Center ยังต้องอาศัยการซื้อไฟฟ้าผ่านการเชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าอยู่ เนื่องจากระบบโครงข่ายไฟฟ้าจ่ายไฟฟ้าเสถียรและมั่นคงมากกว่าการซื้อไฟฟ้าโดยตรงจากระบบโครงข่ายไฟฟ้าเอกชนหรือของผู้ผลิตไฟฟ้ารายอื่น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการระบบโครงข่ายไฟฟ้าในประเทศไทยกล่าวคือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รัฐวิสาหกิจเหล่านี้จำเป็นต้องวางแผนและเตรียมกำลังการผลิตสำรองให้เพียงพอต่อความต้องการที่สูงตลอดเวลาของ Data Center หากไม่มีการเตรียมความพร้อม อาจทำให้เกิดการขาดแคลนพลังงานจนไม่มีกระแสไฟฟ้าเพียงพอที่จะแจกจ่ายให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าภาคส่วนอื่น ๆ ได้
Bualuang Securities (Kaohoon International, June 2026) วิเคราะห์ว่า การขยายตัวของ Data Center อาจก่อให้เกิดความจำเป็นในการลงทุนเพิ่มเติมในระบบไฟฟ้าและหากไม่มีมาตรการจัดสรรต้นทุนที่เหมาะสม ต้นทุนดังกล่าวอาจถูกเฉลี่ยเข้าสู่โครงสร้างค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไปได้ จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลไทยกำลังพิจารณากำหนดอัตราค่าไฟฟ้าหรือประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าเฉพาะสำหรับ Data Center และหากมีการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับ Data Center เป็นการเฉพาะ อัตราค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอาจส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนของผู้ประกอบการ Data Center รัฐบาลจึงกำลังพิจารณากำหนดอัตราค่าไฟฟ้าที่สะท้อนต้นทุนมากขึ้น โดยมีการกล่าวถึงความเป็นไปได้ที่อัตราค่าไฟของ Data Center อาจอยู่ที่ประมาณ 5-8 บาทต่อหน่วย เทียบกับอัตราปัจจุบันประมาณ 3.4 – 3.5 บาทต่อหน่วย
นอกจากภาระในการจัดหาปริมาณไฟฟ้าให้เพียงพอแล้ว การรักษาความมั่นคงของระบบโครงข่ายไฟฟ้าจึงเป็นอีกหนึ่งภาระที่การไฟฟ้าทั้งฝ่ายผลิตและฝ่ายจำหน่ายต้องบริหารจัดการ เมื่อการส่งผ่านกระแสไฟฟ้าปริมาณมหาศาลสร้างความท้าทายต่อศักยภาพและความสามารถของระบบโครงข่ายไฟฟ้า ทำให้ กฟผ. และ กฟภ. อาจต้องปรับปรุงและขยายโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นตลอดจนลงทุนเพื่อยกระดับสายส่งให้มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพเพื่อป้องกันปัญหาโครงข่ายไฟฟ้าขัดข้อง ซึ่งล้วนก่อให้เกิดภาระต้นทุนในการบริหารจัดการความสมดุลของระบบไฟฟ้าและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นที่ผู้ประกอบกิจการโครงข่ายต้องแบกรับ
Data Center ทั่วโลกไม่ได้ต้องการเพียงไฟฟ้าที่มั่นคงแต่ยังต้องการใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากทรัพยากรพลังงานหมุนเวียนเพื่อรองรับนโยบายการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างเต็มรูปแบบ มุ่งบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ยกตัวอย่างเช่น Google ได้ริเริ่มนำพลังงานหมุนเวียนเข้ามาใช้งานตั้งแต่ปี 2010 และสามารถจัดหาพลังงานหมุนเวียนมาทดแทนการใช้ไฟฟ้าสำหรับ Data Center ทั่วโลกได้ถึง 100% อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2017 เห็นได้ว่าทิศทางหลักของอุตสาหกรรม Data Center ในยุคปัจจุบัน ได้มุ่งเน้นไปที่การใช้พลังงานหมุนเวียนเป็นหัวใจสำคัญ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน Data Center หลายแห่งก็ยังคงต้องพึ่งพาไฟฟ้าพลังงานดั้งเดิม ดังนั้นระบบโครงข่ายไฟฟ้าจึงยังคงต้องพึ่งพาพลังงานดั้งเดิมที่ไม่ใช่พลังงานหมุนเวียน เข้ามาเสริมเพื่ออุดช่องโหว่และรักษาเสถียรภาพการทำงานตลอด 24 ชั่วโมงประกอบด้วยเช่นกัน
เมื่อ Data Center มีความต้องการซื้อไฟฟ้าสะอาดร่วมด้วย Data Center อาจซื้อไฟฟ้าทั้งจากการไฟฟ้าและจากผู้ผลิตเอกชนที่ตั้งอยู่ห่างออกไป แต่ใช้ไฟฟ้าจากระบบโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจากผู้ผลิตที่อยู่ห่างออกไปในรูปแบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแบบเสมือน (Virtual DPPA) กล่าวคือ ซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตเอกชนที่จ่ายหน่วยไฟฟ้าเข้าระบบโครงข่าย ณ ต้นทาง แต่ใช้ไฟฟ้า ณ จุดที่เชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้าโดยไม่ต้องใช้อิเล็กตรอนไฟฟ้าหน่วยเดียวกับที่ผู้ผลิตจ่ายเข้า ณ ต้นทาง การไฟฟ้าซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการระบบโครงข่ายไฟฟ้าย่อมเผชิญกับความผันผวนไม่แน่นอนที่ผู้ผลิตอาจจ่ายไฟเข้าระบบโครงข่ายไฟฟ้าอย่างผันผวนไม่แน่นอนจากธรรมชาติของการผลิตไฟจากเชื้อเพลิงพลังงานหมุนเวียน การปรับสมดุลระบบโครงข่าย ณ เวลาที่ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนสร้างความไม่สมดุลให้ระบบไฟฟ้าเป็นหน้าที่ของผู้ประกอบกิจการระบบโครงข่าย ที่ต้องบริหารจัดการระบบโครงข่ายและปรับสมดุลให้การจ่ายไฟฟ้าของระบบโครงข่ายไฟฟ้าทำงานได้อย่างต่อเนื่องไม่หยุดชะงัก
ต้นทุนในการบริหารจัดการอาจเรียกเก็บค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้ในรูปแบบการให้บริการเสริมความมั่นคงของระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Ancillary Services) ซึ่งเป็นการให้บริการที่สามารถแก้ปัญหาความไม่มั่นคงของระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่เกิดขึ้นได้ เช่น ในกรณีที่ระบบไฟฟ้ามีไฟฟ้าที่ผลิตหรือจ่ายให้แก่ Data Center อย่างผิดปกติหรือไม่เพียงพอ การไฟฟ้ามีหน้าที่ต้องดำเนินการด้วยการลงมือสร้างความสมดุลในการจ่ายไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าตลอดช่วงเวลา โดยนำไฟฟ้าที่เหลือในระบบโครงข่ายหรืออาจมีการดึงเอาไฟฟ้าจากระบบเก็บพลังงานสะสมมาตอบสนองความต้องการในช่วงเวลาที่ Data Center ต้องการใช้ไฟฟ้ามากกว่าปกติเพื่อการจ่ายไฟฟ้าที่ไม่หยุดชะงักให้แก่ Data Center
ภาระต้นทุนของผู้ประกอบกิจการโครงข่ายที่ต้องจัดหาไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการและต้องแบกรับการบริหารจัดการเพื่อรักษาสมดุลระบบโครงข่ายไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้าที่ผลิตขึ้นจากเชื้อเพลิงพลังงานหมุนเวียนหรือไม่ ก็ต่างสร้างต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบกิจการระบบโครงข่ายไฟฟ้าขึ้นจริง แต่ผู้ประกอบการระบบโครงข่ายอาจส่งต่อไปยังผู้ใช้ไฟฟ้าที่ขอใช้และเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าผ่านการคำนวณเข้าไปในโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าที่จะเรียกเก็บตามประเภทกิจการได้ มิใช่ภาระที่ กฟผ. หรือ กฟภ. ต้องแบกรับ และมิใช่ภาระที่ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอื่น ๆ ในประเทศต้องร่วมแบกรับผ่านบิลค่าไฟด้วยเช่นกัน
บทความ Data Center Power Demands Are Contributing to Higher Energy Bills (EESI, 2026) ชี้ให้เห็นว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าปริมาณมหาศาลจาก Data Center ในสหรัฐอเมริกาทำให้ผู้ประกอบกิจการไฟฟ้าจำเป็นต้องลงทุนเพื่อสร้างระบบผลิต ระบบสายส่ง หม้อแปลงไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานอื่นเพิ่มเติม ซึ่งต้นทุนดังกล่าวมักถูกส่งผ่านไปยังผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไปในรูปของอัตราค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น ส่งผลให้หลายรัฐและหน่วยงานกำกับดูแลกิจการพลังงานของสหรัฐอเมริกาเริ่มพิจารณาจัดทำอัตราค่าไฟฟ้า (Rate Class) หรือโครงสร้างค่าไฟฟ้า (Retail Tariff) เฉพาะสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่เพื่อป้องกันมิให้ภาระต้นทุนจากการลงทุนรองรับความต้องการไฟฟ้าของ Data Center ถูกเฉลี่ยไปยังผู้ใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือนและผู้ประกอบการรายย่อย แนวทางดังกล่าวสะท้อนหลักการสำคัญที่ว่า ผู้ใช้ไฟฟ้าที่ก่อให้เกิดต้นทุนเพิ่มเติมแก่ระบบไฟฟ้าควรเป็นผู้รับภาระต้นทุนดังกล่าวโดยตรง (Cost Causation Principle) ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญในการจัดทำอัตราค่าไฟฟ้าหรือประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าเฉพาะสำหรับกิจการ Data Center
ในหลายรัฐของสหรัฐอเมริกา เช่น รัฐ Oregon มีคำสั่งของ Oregon Public Utility Commission ภายใต้ Schedule 96 กำหนดให้ผู้จำหน่ายไฟฟ้า Portland General Electric ประกาศปรับอัตรากลุ่ม Data Center ที่มีขนาดตั้งแต่ 100 MW ต้องชำระค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม 1 เซนต์สหรัฐต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง (Surcharge) และต้องรับผิดชอบต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานและกำลังไฟฟ้าที่จองไว้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 85 เพื่อป้องกันมิให้ภาระต้นทุนถูกผลักไปยังผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอื่น
ในขณะที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเลือกใช้วิธีแยกประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าออกเป็นอีกประเภทหนึ่ง ในประเทศเวียดนามคิดค่าไฟฟ้าสำหรับ Data Center ซึ่งซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตเอกชนโดยตรง (Direct Power Purchase Agreement) โดยได้ประกาศใช้กฤษฎีกา Decree No. 57/2025/ND-CP ซึ่งเปิดทางให้ “ผู้ใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่” ที่มีปริมาณการใช้ไฟเฉลี่ยตั้งแต่ 200,000 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ต่อเดือนขึ้นไป สามารถซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจากผู้ผลิตเอกชนได้โดยตรง ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่เข้าเกณฑ์และตอบโจทย์ความต้องการใช้พลังงานมหาศาลของกลุ่มธุรกิจ Data Center โดยไม่ได้แยก Data Center เป็นอีกประเภทผู้ใช้ไฟฟ้า
การคิดอัตราค่าไฟของเวียดนามมีการกำหนดสูตรคำนวณต้นทุนค่าไฟฟ้ารวมที่ผู้ใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ต้องจ่ายให้กับการไฟฟ้าในแต่ละรอบบิล ประกอบด้วย ค่าไฟฟ้าที่ใช้จริงตามราคาตลาด บวกด้วยค่าภาระที่ระบบโครงข่ายต้องรับผิดชอบ บวกด้วยค่าชดเชยส่วนต่าง โดยค่าภาระที่ระบบโครงข่ายต้องรับผิดชอบเป็นค่าไฟที่เพิ่มขึ้นมาจากการเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ซึ่งผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไปไม่มีภาระต้องจ่าย อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเวียดนามกำลังพัฒนาโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าแบบ Two-Part Tariff ซึ่งมีการคำนวณในรูปแบบ “ค่าความต้องการพลังไฟฟ้า” (Capacity Charge) โดยเป็นค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บเพื่อสะท้อนถึงการสร้างภาระให้กับระบบโครงข่ายจากการดึงกระแสไฟฟ้าจำนวนมหาศาลไปใช้โดยถูกคิดเป็นอัตราเหมาจ่ายรายเดือนในราคาที่ 209,459 ดองต่อกิโลวัตต์ต่อเดือน (ประมาณ 299 บาทต่อกิโลวัตต์ต่อเดือน) ตามจำนวนการใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลา 30 นาที ที่ดึงไฟสูงสุดของเดือน โดยมีลักษณะคล้าย Demand Charge ของสหรัฐอเมริกาเพียงแต่ใช้ช่วงเวลา 30 นาทีแทน 15 นาที
อย่างไรก็ตามทั้งในกรณีของสหรัฐอเมริกาและเวียดนามการคิดอัตราโครงสร้างค่าไฟฟ้าเฉพาะของ Data Center อยู่บนหลักคิดเดียวกันคืออัตราค่าไฟฟ้าต้องเกิดจากต้นทุนที่ Data Center ได้สร้างขึ้นจริงในระบบ เมื่อมีความต้องการไฟฟ้าที่มากกว่าและสร้างภาระบริหารจัดการที่มากกว่าก็ย่อมมีการเก็บราคาค่าไฟฟ้าที่สูงมากกว่าได้
เมื่ออัตราค่าไฟฟ้าของ Data Center นั้นต้องสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและอาจสูงกว่าค่าไฟฟ้าของประเภทอื่น รัฐบาลไทยจะจัดการความท้าทายนี้อย่างไร? การออกแบบค่าไฟฟ้าสำหรับ Data Center นั้นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของทั้งผู้กำหนดนโยบาย ผู้กำกับดูแล และผู้ประกอบการ
ในระดับนโยบายแล้ว กพช. มีหน้าที่และอำนาจในการ “กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการกำหนดราคาพลังงานให้สอดคล้องกับนโยบายและแผนการบริหารและพัฒนาพลังงานของประเทศ” ตามมาตรา 6 (2) แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ พ.ศ. 2535 คำถามคืออะไรเป็นสิ่งที่ กพช. ควรคิดถึงหากจะมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเพื่อคิดว่าค่าไฟฟ้าสำหรับ Data Center ควรจะเป็นอย่างไร เช่น ต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการที่ผู้ประกอบกิจการระบบโครงข่ายไฟฟ้าต้องลงทุนขยายระบบโครงข่ายไฟฟ้า ต้นทุนจากการต้องบริหารจัดการเพื่อเสริมความมั่นคงของระบบโครงข่าย และการลงทุนเพื่อรองรับต้องเตรียมกำลังผลิตและโครงข่ายไฟฟ้าไว้รองรับสูงสุดดังกล่าวได้ตลอดเวลา
เมื่อสาระสำคัญของการใช้ไฟฟ้าต่างกับผู้ใช้ไฟฟ้าอื่น กพช. จึงสมควรที่จะให้ Data Center เป็นผู้ใช้ไฟฟ้าอีกประเภทหนึ่งต่างจากผู้ใช้ไฟฟ้าอื่นเช่นครัวเรือนที่ไม่ได้ก่อภาระต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้ามากเท่า Data Center และวางหลักการว่าค่าไฟฟ้าที่ Data Center ต้องจ่ายนั้นจะต้องสะท้อน Demand Charge และภาระอื่น ๆ ของระบบโครงข่ายไฟฟ้าเช่นค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บสำหรับการบริการเสริมที่ช่วยรักษาความมั่นคง เสถียรภาพ และคุณภาพของโครงข่ายระบบไฟฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่ Data Center ซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนแบบ DPPA
หลักการข้างต้นนี้สามารถกลายเป็น “เป้าหมาย” ในการใช้อำนาจกำกับดูแลของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ซึ่งมีหน้าที่และอำนาจต้องกำหนดกรอบในการกำกับอัตราค่าบริการของผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการไฟฟ้าตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 โดยมองการใช้ไฟฟ้าของ Data Center เป็นผู้ใช้ไฟฟ้าอีกประเภทหนึ่งที่ต้องจ่ายค่าไฟฟ้าตามต้นทุนที่แท้จริง เช่น ต้นทุนจาก Demand Charge และ Ancillary Service
ในขั้นสุดท้ายหาก กกพ. ออกประกาศกรอบในการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับ Data Center ตามเป้าหมายที่ กพช. ได้วางนโยบายเอาไว้แล้ว การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายกล่าวคือ กฟน. และ กฟน. ก็สามารถใช้อำนาจตามกฎหมายจัดตั้งกล่าวคือมาตรา 13 (5) แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้านครหลวง พ.ศ. 2501 และมาตรา 13 (5) แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. 2503 มาตรา 13 (5) ออกประกาศกำหนดอัตราค่าบริการไฟฟ้าสำหรับ Data Center ได้
การคิดค่าไฟฟ้าของ Data Center ของไทยจึงอาจแยกต่างหากจากผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไปอย่างบ้านอยู่อาศัยหรือกิจการขนาดเล็กได้ ถึงแม้ปัจจุบันยังไม่มีการแยกประเภทของ Data Center ออกต่างหาก แต่สามารถเริ่มได้ที่ กพช. กำหนดหลักเกณฑ์การกำหนดอัตราราคาสำหรับ Data Center โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 6 (1) แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ พ.ศ. 2535 นำปัจจัยการคำนวณแบบ Demand Charge และค่าภาระที่ระบบโครงข่ายต้องรับผิดชอบ มาเป็นแนวทางสำหรับการคิดอัตราค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟประเภทที่ 9 ของไทยได้ แต่ต้องคำนึงถึงผลตอบแทนเหมาะสมจากการลงทุน เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการ และค่าไฟฟ้าที่ราคาสูงกว่าผู้ใช้ไฟประเภทอื่นนี้ต้องเกิดขึ้นจากการที่ Data Center สร้างขึ้นต่อระบบไฟฟ้าจริง
โดยสรุปแล้ว หากฝ่ายนโยบาย กล่าวคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานประสงค์จะให้มีแยกให้ Data Center เป็น “ผู้ใช้ไฟประเภทที่ 9” เพื่อคิดอัตราค่าไฟฟ้าที่สูงกว่าครัวเรือนนั้น กฎหมายไทยมีศักยภาพรองรับให้ กพช. มีอำนาจตามตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ พ.ศ. 2535 กำหนดหลักเกณฑ์และอัตราค่าไฟฟ้าของ Data Center โดยนำ Demand Charge ของสหรัฐอเมริกา หรือแนวทางที่กำลังถูกเสนอของเวียดนามอย่าง Capacity Charge เข้าไปคิดในโครงสร้างค่าไฟฟ้าได้ เมื่อพ้นระดับนโยบายมาแล้ว กกพ. สามารถใช้อำนาจกำกับดูแลกำหนดกรอบการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับ Data Center ที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงซึ่งควรจะต้องแพงกว่าค่าไฟฟ้าที่ผู้ใช้ไฟฟ้าครัวเรือนทั่วไปต้องจ่าย แต่หากรัฐบาลจะบังคับให้ Data Center ต้องจ่ายค่าไฟฟ้าเพิ่มเพื่อทำให้ค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอื่นถูกลงโดยส่วนที่คิดสูงขึ้นนี้มิได้มีฐานจากต้นทุนที่ Data Center ก่อขึ้น การกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้านี้อาจเข้าลักษณะการอุดหนุนข้ามกลุ่ม (Cross-Subsidy) และอาจกลายเป็นค่าไฟฟ้าที่ไม่แฟร์กับ Data Center ได้
รศ.ดร.ปิติ เอี่ยมจำรูญลาภ ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการ บริษัท ศูนย์กฎหมายพลังงาน (ประเทศไทย) จำกัด
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 มิ.ย. 69)





