
สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ประกาศผ่อนคลายมาตรการกำกับดูแลการบินโดรน (Drone) บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อปรับเปลี่ยนแนวทางให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ภายหลังการประเมินร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง
โดยจากการติดตามและประเมินสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาโดยรวมมีแนวโน้มคลี่คลายลง และความจำเป็นในการคงมาตรการพิเศษในหลายพื้นที่ลดลง CAAT จึงได้ปรับแนวทางการกำกับดูแลเพื่อให้ประชาชน ภาคธุรกิจ และหน่วยงานต่าง ๆ สามารถใช้อากาศยานซึ่งไม่มีนักบินในการดำเนินกิจกรรมและประกอบอาชีพได้ใกล้เคียงภาวะปกติ ขณะเดียวกัน ยังคงมาตรการด้านความมั่นคงในพื้นที่ที่มีความอ่อนไหว และอาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน
ทั้งนี้ ภายใต้ประกาศฉบับใหม่ ผู้ปฏิบัติการบินโดรนที่ได้ขึ้นทะเบียนและได้รับอนุญาตตามกฎหมาย สามารถปฏิบัติการบินได้ทั่วราชอาณาจักร ยกเว้นพื้นที่ควบคุมในบางอำเภอของ 7 จังหวัดชายแดน ซึ่งยังคงมีข้อจำกัดในการปฏิบัติการบินเพื่อประโยชน์ด้านความมั่นคง ความสงบเรียบร้อย และความปลอดภัยของประเทศ ได้แก่
1. จังหวัดอุบลราชธานี อำเภอเขมราฐ อำเภอนาตาล อำเภอโพธิ์ไทร อำเภอศรีเมืองใหม่ อำเภอโขงเจียม อำเภอสิรินธร อำเภอบุณฑริก อำเภอนาจะหลวย และอำเภอน้ำยืน
2. จังหวัดศรีสะเกษอำเภอภูสิงห์ อำเภอขุนหาญ และอำเภอกันทรลักษ์
3. จังหวัดสุรินทร์ อำเภอพนมดงรัก อำเภอกาบเชิง อำเภอสังขะ และอำเภอบัวเชด
4. จังหวัดบุรีรัมย์ อำเภอละหานทราย และอำเภอบ้านกรวด
5. จังหวัดสระแก้ว อำเภอคลองหาด อำเภออรัญประเทศ อำเภอโคกสูง และอำเภอตาพระยา
6. จังหวัดจันทบุรี อำเภอเมืองจันทบุรี อำเภอสอยดาว และอำเภอโป่งน้ำร้อน
7. จังหวัดตราด อำเภอเมืองตราด อำเภอคลองใหญ่ และอำเภอบ่อไร่
สำหรับพื้นที่ควบคุมดังกล่าว ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยอาจพิจารณาอนุญาตให้ปฏิบัติการบินได้เป็นกรณีเฉพาะ ได้แก่ การบินเพื่อการเกษตร การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนเพื่อป้องกันความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน หรือการปฏิบัติภารกิจเพื่อการบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานภาครัฐที่มีอำนาจหน้าที่
ทั้งนี้ ผู้ประสงค์จะปฏิบัติการบินโดรน จะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด รวมถึงการขึ้นทะเบียนผู้บังคับหรือปล่อยอากาศยาน การขึ้นทะเบียนอากาศยาน การมีประกันภัยภาคบังคับ และการขออนุญาตปฏิบัติการบินผ่านระบบ UAS Portal ก่อนดำเนินการบินทุกครั้ง
CAAT ยังคงติดตามและประเมินสถานการณ์ร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การกำกับดูแลการใช้อากาศยานซึ่งไม่มีนักบินของประเทศไทยเป็นไปอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์ และสร้างสมดุลระหว่างการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน กับการรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (25 มิ.ย. 69)





