
สำนักงาน กสทช. เดินหน้าภารกิจหนุนบริการโทรคมนาคมเพื่อสังคม ผนึก สพฉ. ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ยกระดับระบบการแพทย์ฉุกเฉิน เชื่อมต่อโครงข่ายอินเทอร์เน็ตหนุนงานสาธารณสุขในพื้นที่ห่างไกลและชายขอบ เผยที่ประชุม กสทช. ไฟเขียวงบกองทุนวิจัยและพัฒนาฯ 250 ล้านบาท ลุยติดตั้งระบบแจ้งเหตุอัจฉริยะและอุปกรณ์ช่วยชีวิตไม่น้อยกว่า 700 จุดทั่วประเทศ
ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ประธาน กสทช.) เปิดเผยว่า หนึ่งในภารกิจหลักของสำนักงาน กสทช. คือการสนับสนุนบริการโทรคมนาคมพื้นฐานและบริการเพื่อสังคม โดยการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและโครงข่ายอินเทอร์เน็ตมาเป็นตัวกลางขับเคลื่อนงานสาธารณสุขในพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้อย่างรวดเร็วและมีโอกาสรอดชีวิตมากขึ้น
ล่าสุด สำนักงาน กสทช. ได้ร่วมมือกับ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ดำเนินโครงการยกระดับการให้บริการเพื่อสร้างความปลอดภัยให้ประชาชน ซึ่งที่ประชุม กสทช. มีมติเห็นชอบอนุมัติงบประมาณจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ ในกรอบวงเงิน 250 ล้านบาท เพื่อพัฒนาและติดตั้งระบบแจ้งเหตุฉุกเฉินอัจฉริยะ (Smart Emergency Alert System) รวมถึงอุปกรณ์ช่วยชีวิตและอุปกรณ์เทคโนโลยีด้านการแพทย์ฉุกเฉิน โดยมีเป้าหมายติดตั้งในพื้นที่ห่างไกลและพื้นที่ชายขอบไม่น้อยกว่า 700 แห่งทั่วประเทศ
สำหรับกระบวนการทำงานของระบบดังกล่าว เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินประชาชนสามารถกดปุ่ม SOS ณ จุดติดตั้ง ระบบจะส่งสัญญาณทั้งภาพและเสียงผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไปยังระบบ National Digital Emergency Medical Service (NDEMS) ของ สพฉ. และศูนย์สั่งการระดับจังหวัด (1669) ทันที ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่รับสายจะสามารถมองเห็นภาพเหตุการณ์และตำแหน่งได้แบบเรียลไทม์ พร้อมทั้งให้คำแนะนำในการทำ CPR และการใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้า (AED) ในระหว่างที่รถพยาบาลฉุกเฉินกำลังเดินทางเข้าพื้นที่ เพื่อลดอัตราการสูญเสียจากภาวะหัวใจหยุดเต้น
“เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ตรงใจผมตั้งแต่แรกตั้งแต่มาเป็นประธาน กสทช. คือการกำหนดกรอบนโยบายโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ พัฒนาระบบการแพทย์พื้นฐาน เพราะโอกาสทำให้คนรอดชีวิตมีมากขึ้นถ้าเราเอาระบบโทรคมนาคมมาใช้คนจะเข้าถึงระบบสาธารณสุขพื้นฐานได้ง่าย ผมเป็นหมอหัวใจถึงรู้ว่าการแพทย์ฉุกเฉินมีความจำเป็นมาก กรณีฉุกเฉินที่ทำให้คนเสียชีวิตถ้าไม่นับเรื่องกรณีอุบัติเหตุ อันดับหนึ่งคือเรื่องของหัวใจ มีสถิติว่าการไม่ใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้ามีคนที่รอดตายเพียง 5% แต่เมื่อมีเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าช่วยปั๊มหัวใจ ทำให้คนรอดตายได้ประมาณ 25-28% ฉะนั้นจะทำอย่างไรให้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าไปถึงที่หมายไวที่สุด และต้องใช้งานเป็น การช่วยชีวิตยิ่งเร็วเท่าไรยิ่งดี เพราะหัวใจที่นิ่งไป 5 นาทีคือความตาย” ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ กล่าว
จากข้อมูล สพฉ. รายงานว่า ปัจจุบันมีคนไทยเสียชีวิตนอกโรงพยาบาลประมาณ 84,000 คนต่อปี เนื่องจากเข้าถึงระบบการแพทย์ฉุกเฉินได้ไม่ทันเวลา ขณะที่ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า หากการแจ้งเหตุและการช่วยเหลือล่าช้าเพียง 1 นาที อัตราการรอดชีวิตจะลดลงถึง 10% นอกจากนี้ยังมีตำบลอีกกว่า 46% ที่ยังขาดแคลนระบบกู้ชีพที่ครอบคลุมเพียงพอ ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นการบูรณาการระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ในการนำโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน โดยเฉพาะการสนับสนุนภารกิจด้านการแพทย์ฉุกเฉินซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตของประชาชนในทุกพื้นที่ เพิ่มอัตราการรอดชีวิต และลดความเหลื่อมล้ำด้านสาธารณสุขระหว่างเมืองและพื้นที่ห่างไกล

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 มิ.ย. 69)





