
นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.โกลเบล็ก (GBS) เปิดเผยถึงทิศทางตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยยังมีแนวโน้มแกว่งตัวผันผวน โดยได้รับอานิสงส์เชิงบวกหลังจากสหรัฐฯ ประกาศดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ปรับตัวขึ้น 4.1% YoY สอดคล้องกับคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ขณะที่บรรยากาศการลงทุนในภาพรวมยังคงเผชิญแรงกดดันรอบด้าน โดยเฉพาะจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงานและจิตวิทยาการลงทุน จึงประเมินกรอบดัชนี SET ไว้ที่ระดับ 1,520-1,580 จุด
อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาปัจจัยด้านทางเศรษฐกิจพบว่า ในฝั่งของสหรัฐฯ นั้นมีแรงหนุนจากตัวเลขเศรษฐกิจค่อนข้างหนาแน่นและแข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นการรายงานตัวเลขประมาณการครั้งที่ 3 สำหรับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาสแรกที่ขยายตัวถึง 2.1% สูงกว่าการประมาณการในครั้งก่อน ๆ และยังสูงกว่าความคาดหมายของกลุ่มนักวิเคราะห์ที่ประเมินไว้เพียง 1.6% อย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับ ความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานที่สะท้อนผ่านตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกซึ่งปรับตัวลดลงเหลือ 215,000 ราย ต่ำกว่าเกณฑ์ที่คาดการณ์ไว้
นอกจากนี้ ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์จากการโจมตีของสหรัฐที่พุ่งเป้าไปยังศูนย์เฝ้าระวังและตรวจการณ์บริเวณชายฝั่งทางตอนใต้ของประเทศอิหร่าน ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านระบุว่าการโจมตีดังกล่าวเป็นการละเมิดบันทึกความเข้าใจ (MOU) และ กฎบัตรสหประชาชาติ แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ในพื้นที่จริงดูเหมือนจะยังไม่คลี่คลาย เป็นความเคลื่อนไหวที่ทั่วโลกจับตามอง
ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศไทยเองก็มีสัญญาณบวกจากการที่กระทรวงการคลังสามารถจัดเก็บรายได้ในช่วง 8 เดือนของปีงบประมาณทะลุเป้าหมายไปกว่า 4 หมื่นล้านบาท แตะระดับ 1.77 ล้านล้านบาท ได้รับอานิสงส์สำคัญจากการจ่ายเงินปันผลของกองทุนรวมวายุภักษ์หนึ่ง และเม็ดเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บได้เพิ่มขึ้นจากกรมสรรพากรและกรมสรรพสามิต ซึ่งเข้ามาช่วยเสริมฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะนี้
ทั้งนี้ มองว่าตลาดหุ้นไทยยังไม่สามารถวางใจต่อแรงเสียดทานรอบด้านได้ เนื่องจากมีปัจจัยลบที่คอยฉุดรั้งอยู่เป็นระลอก โดยเฉพาะภาคการส่งออกในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาขยายตัวอยู่ที่ 10.6% คิดเป็นมูลค่ารวมราว 1.09 ล้านล้านบาท แม้ว่าตัวเลขสะสมในช่วง 5 เดือนแรกจะยังเติบโตได้ดีถึง 17% แต่การขยายตัวในเดือนพฤษภาคมนี้ถือว่าชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าที่เติบโตสูงถึง 23.1% และยังเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่ากรอบที่ตลาดคาดหวังไว้
ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางกำลังซ้ำเติมความกังวลเกี่ยวกับอุปทานพลังงานโลก หลังจากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่านออกคำเตือนอย่างเด็ดขาดให้เรือทุกลำที่สัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซต้องได้รับการอนุญาตจากทางการ มิฉะนั้นจะถูกมาตรการตอบโต้
ประกอบกับ ความสั่นคลอนภายในกลุ่มโอเปกจากการที่ประเทศอิรักส่งสัญญาณอาจพิจารณาถอนตัวจากการเป็นสมาชิก หากไม่ได้รับการปรับเพิ่มโควตาผลิตน้ำมันดิบ ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นตามมาหลังการลาออกของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เพียงไม่กี่เดือน ยิ่งเป็นตัวเร่งให้ราคาน้ำมันโลกทะยานสูงและกดดันต้นทุนการผลิตทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นอกจากนี้ นักลงทุนจำเป็นต้องติดตามตัวเลขและเหตุการณ์สำคัญทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยในส่วนของปัจจัยภายในประเทศนั้น ในสัปดาห์ที่ 4 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กำหนดการแถลงยอดการผลิตและส่งออกยานยนต์รวมถึงชิ้นส่วน ถัดมาในวันที่ 30 มิถุนายนจะเป็นวันสิ้นงวดบัญชีไตรมาสที่สองของปีซึ่งอาจมีการทำราคาปิดงวดบัญชี และในสัปดาห์ที่ 5 สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมจะแถลงดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับการรายงานภาวะเศรษฐกิจการคลังและภูมิภาคจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

ด้านปัจจัยในต่างประเทศที่ต้องติดตามประกอบด้วย รายงานยอดค้าปลีกและอัตราว่างงานของญี่ปุ่น ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อหรือ PMI ทั้งภาคการผลิตและบริการของประเทศจีน ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของทั้งสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ ตลอดจนตัวเลขในตลาดแรงงานและการเปิดรับสมัครงานของสหรัฐฯ และเหตุการณ์สำคัญที่สุดในกลุ่มปัจจัยต่างประเทศคือในช่วงกลางเดือนกรกฎาคมที่ เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ มีกำหนดการแถลงนโยบายการเงินและภาวะเศรษฐกิจรอบครึ่งปีต่อสภาคองเกรส ซึ่งจะส่งสัญญาณทิศทางดอกเบี้ยโลกในระยะถัดไป
นายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล. โกลเบล็ก แนะนำกลยุทธ์ ในช่วงที่ดัชนีตลาดหุ้นมีความเปราะบางและแกว่งตัวในกรอบจำกัด ควรมุ่งเน้นไปที่การเลือกสรรหุ้นเป็นรายตัวที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวเด่นชัด โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจส่งออกที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและแสดงอัตราการเติบโตของยอดขายอย่างต่อเนื่องในเดือนพฤษภาคม
ทางฝ่ายวิจัยได้คัดสรรหุ้นเด่นที่น่าสนใจสะสม ประกอบด้วย หุ้นในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อย่าง KCE และ HANA หุ้นในกลุ่มเกษตรและอาหารแปรรูปขนาดใหญ่อย่าง CPF และ GFPT รวมถึงหุ้นในกลุ่มนวัตกรรมอาหารและอาหารสัตว์เลี้ยงที่มีอนาคตสดใสอย่าง AAI และ ITC
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 มิ.ย. 69)





