CAAT ยันจุดตรวจค้นไทยได้มาตรฐาน! สุวรรณภูมิแจงเหตุลูกเรือขนยาหลุดเอ็กซเรย์ เน้นตรวจจับระเบิดเป็นหลัก

จากกรณีที่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของบมจ. การบินไทย [THAI] ถูกเจ้าหน้าที่ของประเทศออสเตรเลียควบคุมตัวระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ณ เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลียนั้น บริษัทฯ ได้รับรายงานเหตุการณ์ดังกล่าวและได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศไทยและประเทศออสเตรเลียอย่างใกล้ชิด เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตามกระบวนการของกฎหมาย

บริษัทฯ ขอยืนยันว่า บริษัทฯ มีระเบียบ ข้อบังคับ และมาตรการกำกับดูแลการปฏิบัติงานของพนักงานทุกคน รวมถึงนักบินและพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินอย่างเคร่งครัด โดยห้ามมิให้พนักงานครอบครอง นำเข้า ขนส่ง หรือเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมายทุกชนิด ทั้งนี้ บริษัทฯ มีการสื่อสารและกำชับให้พนักงานถือปฏิบัติตามระเบียบของบริษัทฯ รวมถึงกฎหมายของประเทศที่ให้บริการอย่างเคร่งครัดก่อนการปฏิบัติหน้าที่ทุกเที่ยวบิน หากกระทำผิดบริษัทฯ จะดำเนินการขั้นเด็ดขาด จากข้อมูลเบื้องต้น บริษัทฯ เข้าใจว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับพนักงานรายบุคคล ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมของประเทศที่เกิดเหตุ โดยบริษัทฯ ได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้พนักงานได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานตามกฎหมาย และให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่

สุวรรณภูมิแจงระบบเอ็กซเรย์ตรวจจับวัตถุระเบิดเป็นหลัก

ขณะที่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ชี้แจงว่า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า สัมภาระของลูกเรือดังกล่าวได้ผ่านการตรวจด้วยเครื่องเอ็กซเรย์ตรวจสัมภาระในระบบสายพานลำเลียงสัมภาระขาออก โดยระบบแสดงผลการตรวจสอบ “ไม่พบวัตถุระเบิดและสารระเบิด” สัมภาระดังกล่าวจึงเข้าสู่กระบวนการลำเลียงสัมภาระขึ้นอากาศยานต่อไป

ทั้งนี้ ระบบสายพานลำเลียงสัมภาระขาออก เป็นระบบเอ็กซเรย์ตรวจจับวัตถุระเบิดอัตโนมัติ (Explosive Detection System : EDS) ซึ่งตรวจจับวัตถุระเบิดและสารระเบิดเป็นหลัก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันภัยคุกคามและการก่อวินาศกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของการบินพลเรือน

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทสภ. ได้ดำเนินมาตรการรักษาความปลอดภัยและมาตรการสกัดกั้นยาเสพติดอย่างเข้มงวด ทั้งเที่ยวบินขาเข้าและขาออก โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานภายใต้โครงการสกัดกั้นยาเสพติดผ่านท่าอากาศยาน (Airport Interdiction Task Force : AITF) ซึ่งประกอบด้วย สำนักงาน ป.ป.ส. กรมศุลกากร กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 และสถานีตำรวจภูธรท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการสืบสวน ข่าวกรอง การวิเคราะห์ความเสี่ยง และการคัดกรองผู้ต้องสงสัยอย่างเข้มข้น

ทั้งนี้ ทสภ. น้อมรับข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน เพื่อนำมาศึกษาและพัฒนาการดำเนินงานด้านการรักษาความปลอดภัยและการสกัดกั้นการลักลอบขนยาเสพติดให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมทั้งจะประสานความร่วมมือกับหน่วยงานด้านความมั่นคงและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันพิจารณาแนวทางยกระดับมาตรการป้องกัน ปราบปราม และสกัดกั้นการลักลอบนำเข้า-ส่งออกยาเสพติดผ่านท่าอากาศยานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ที่ผ่านมา ทสภ. ได้มีการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานด้านความมั่นคงและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การสกัดกั้นและปราบปรามการลักลอบนำเข้า-ส่งออกยาเสพติดมีผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรม โดยในช่วงปี 2568 จนถึงปัจจุบัน สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดที่ลักลอบนำเข้า-ส่งออกยาเสพติดผิดกฎหมายผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้รวมกว่า 23 ราย ของกลางยาเสพติดรวม 211 กิโลกรัม

ทสภ. ขอยืนยันว่า พร้อมให้ความร่วมมือและสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานด้านความมั่นคงและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทุกภาคส่วนอย่างเต็มที่ เพื่อร่วมกันสกัดกั้นและปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ ตลอดจนยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของท่าอากาศยานไทยให้เป็นที่เชื่อมั่นในระดับสากลต่อไป

CAAT ยันจุดตรวจค้นในไทยได้มาตรฐาน

กรณีการตรวจค้นผู้โดยสารภายในท่าอากาศยาน สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลด้านการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือน ได้ประสานผู้ดำเนินการสนามบินและสายการบินที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามข้อเท็จจริงและตรวจสอบการดำเนินงาน พร้อมยืนยันว่ากระบวนการตรวจค้นผู้โดยสารและสัมภาระ ณ จุดตรวจค้นของประเทศไทยดำเนินการภายใต้ข้อกำหนดของ CAAT ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานและข้อแนะนำขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO)

การตรวจค้นเพื่อความปลอดภัยการบินมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อป้องกันการนำสิ่งของต้องห้าม (Prohibited Items) ที่อาจเป็นภัยต่อความปลอดภัยของอากาศยาน ผู้โดยสาร และลูกเรือขึ้นสู่อากาศยาน (Safety and Security) ส่วนการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย ซึ่งต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหลายหน่วยงาน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่ง CAAT จะประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงเพื่อร่วมมือกันปรับปรุงแนวทางการดำเนินการให้มีประสิทธิภาพและป้องกันไม่ให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต

ทั้งนี้ CAAT ได้ประสานงานกับสายการบินเพื่อติดตามผลการสอบสวนเบื้องต้นแล้ว และหากพบว่าผู้ที่เกี่ยวข้องมีความผิดจริง CAAT จะดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายการเดินอากาศ รวมถึงพิจารณาดำเนินการเกี่ยวกับใบรับรองสมาชิกลูกเรือ (Crew Member Certificate: CMC) เพื่อรักษามาตรฐาน ความปลอดภัย และความเชื่อมั่นต่อระบบการบินพลเรือนของประเทศไทย

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 มิ.ย. 69)