สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ (FAA) เปิดเผยว่า ทางหน่วยงานได้เริ่มดำเนินการสอบสวนอย่างเร่งด่วน หลังจากเที่ยวบินของสายการบินเจ็ทบลู (JetBlue) ประสบอุบัติเหตุเฉี่ยวชนเข้ากับโดรนลำหนึ่ง ขณะกำลังบินเข้าใกล้ท่าอากาศยานนานาชาติจอห์น เอฟ. เคนเนดี้ ในนครนิวยอร์ก เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (29 มิ.ย.)
FAA ระบุว่า เที่ยวบินดังกล่าวเดินทางมาจากลาสเวกัส โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่ระดับความสูงประมาณ 3,000 ฟุต ในช่วงที่เครื่องบินกำลังร่อนลงจอด เมื่อเวลาประมาณ 07.15 น. ตามเวลาสหรัฐฯ (EDT)
ด้านเจ็ทบลูแถลงว่า เที่ยวบินดังกล่าวลงจอดได้อย่างปลอดภัย ผู้โดยสารลงจากเครื่องตามปกติ และเครื่องบินลำดังกล่าวถูกนำออกจากระบบบริการชั่วคราวเพื่อตรวจสอบหลังการบิน ซึ่งผลการตรวจสอบไม่พบความเสียหายหรือหลักฐานของการชนแต่อย่างใด
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่เที่ยวบินของสายการบินยูไนเต็ด แอร์ไลน์ (United Airlines) ชนกับโดรนระหว่างการลดระดับเพดานบินเพื่อเตรียมลงจอด ณ สนามบินนานาชาตินูอาร์ก ลิเบอร์ตี้ ซึ่งเป็นสนามบินอีกแห่งหนึ่งในเขตพื้นที่นครนิวยอร์กเมื่อวันศุกร์ (26 มิ.ย.)
สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) เปิดเผยผ่านเอ็กซ์ (X) ว่า ทางหน่วยงานและพันธมิตรระดับรัฐบาลกลางได้ยึดโดรนไปแล้วกว่า 500 ลำ จากน่านฟ้าที่มีการควบคุมในเมืองเจ้าภาพของสหรัฐฯ ทั้ง 11 เมือง นับตั้งแต่เริ่มการแข่งขันฟุตบอลทัวร์นาเมนต์ใหญ่ในเดือนนี้
คำแนะนำของ FAA ระบุว่า ไม่ควรนำโดรนขึ้นบินใกล้กับสนามบิน เพราะนักบินจะมองเห็นและหลบหลีกโดรนได้ยากในระหว่างการบิน พร้อมเตือนว่าผู้บังคับโดรนที่ไม่ได้รับอนุญาตอาจเผชิญกับโทษปรับหรือจำคุก
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 มิ.ย. 69)





