FETCO เปิดยุทธศาสตร์ 5 ด้านปฏิวัติกระดานหุ้นไทยดันขึ้นชั้นตลาดทุนโลก พร้อมส่งซิก TISA คืบหน้า 90%

ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) แถลงวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์การดำเนินงานของสภาธุรกิจตลาดทุนไทยปี 2569 – 2571 โดยประกาศทิศทางการพัฒนาตลาดทุนไทยในระยะยาว ภายใต้แนวคิด “พัฒนาตลาดทุนไทยสู่การเป็นตลาดทุนระดับโลก” เพื่อให้ตลาดทุนเป็นกลไกสำคัญในการจัดสรรเงินลงทุน ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นประเทศรายได้สูง พร้อมได้รับการยอมรับในระดับสากลด้านนวัตกรรม ความโปร่งใส ความเป็นธรรม และธรรมาภิบาล พร้อมตั้งเป้าหมายตลาดทุนไทยต้องเป็น “ตลาดพัฒนาแล้ว” ภายใน 15 ปี หรือภายในปี 2583

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธาน FETCO กล่าวว่า ตลาดทุนไทยมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งในด้านการระดมทุน การออม และการจัดสรรเงินลงทุน แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาตลาดทุนไทยต้องเผชิญกับความท้าทายจากการแข่งขันรุนแรงขึ้น การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และพฤติกรรมของนักลงทุนที่เปลี่ยนไป ดังนั้น การยกระดับตลาดทุนไทยจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบนิเวศตลาดทุนให้มีความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล

เป้าหมายระยะสั้น (2569–2571)

ในช่วงการดำรงตำแหน่งประธาน FETCO ตั้งเป้าให้ตลาดทุนไทยมีขีดความสามารถการแข่งขันสูงขึ้น โดยมีสภาพคล่องระยะยาวและฐานนักลงทุนที่เข้มแข็ง มีกฎเกณฑ์ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล มีผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่ และมีระบบนิเวศตลาดทุนที่ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน และสนับสนุนการระดมทุนของภาครัฐและภาคเอกชนในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจของประเทศ

ยุทธศาสตร์ 5 ด้าน เพื่อยกระดับตลาดทุนไทย

เพื่อผลักดันเป้าหมายดังกล่าว FETCO จะดำเนินงานภายใต้ ยุทธศาสตร์ 5 ด้าน ประกอบด้วย

1. Demand Side: ขยายฐานผู้ลงทุน

มุ่งสร้างฐานนักลงทุนระยะยาวของประเทศ ผ่านการส่งเสริมวัฒนธรรมการลงทุนด้วยโครงการ TISA ผลักดันการจัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ ดึงดูดเงินลงทุนระยะยาวจากกองทุนต่างชาติและผู้มีความมั่งคั่งสูง (Global HNW) ตลอดจนสร้างแรงจูงใจให้เงินลงทุนของคนไทยในต่างประเทศไหลกลับเข้าสู่ตลาดทุนไทย รวมถึงผลักดันการแก้ไขกฎหมายเพื่อขยายโอกาสการลงทุนของภาคเอกชน

สำหรับความคืบหน้าโครงการ TISA นายไพบูลย์ กล่าวว่า ขณะนี้มีการพูดคุยในรายละเอียดไปแล้วกว่า 80-90% โดยทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และกระทรวงการคลังมีความเห็นตรงกันเกือบครบทุกรายละเอียดแล้ว เหลือเพียง 2 เรื่องหลักที่อยู่ระหว่างการหารือคือ วงเงินลงทุนที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ และ วันที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในครึ่งหลังของปีนี้

ขณะที่แนวคิดการดึงดูดกลุ่มคนมั่งคั่งสูง มีข้อเสนอจาก สมาคมธุรกิจจัดการลงทุน (AIMC) ให้ใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการจัดตั้ง Family Office เพื่อบริหารจัดการทรัพย์สินของผู้มั่งคั่งจากต่างประเทศ เสนอให้มี Long-term Visa สำหรับชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในตลาดทุนไทยตามจำนวนที่กำหนด อย่างไรก็ตาม ต้องอาศัยการสนับสนุนจากภาครัฐในการแก้ไขกฎหมายบางประการ เพื่อให้เหมาะสม

2. Supply Side: เพิ่มศักยภาพและความน่าสนใจของตลาดทุน

พัฒนาผลิตภัณฑ์และกลไกการระดมทุนให้ตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่ ผ่านการเพิ่มสภาพคล่องของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน สนับสนุนให้กิจการในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ผลักดันสิทธิประโยชน์สำหรับบริษัทในโครงการ Jump+ เพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุนของ SMEs ขนาดใหญ่ และปรับปรุงกฎหมายเพื่อรองรับการระดมทุนของบริษัทเทคโนโลยี

3. Ecosystem & Infrastructure: พัฒนาโครงสร้างตลาดทุนและลดอุปสรรค

ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของตลาดทุน ผ่านการเชื่อมโยงตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล การพัฒนาระบบข้อมูลกลางด้านการลงทุน การจัดตั้ง SME Credit Scoring Agency และการปรับปรุงกฎหมายทรัสต์ เพื่อรองรับการบริหารและวางแผนทรัพย์สินในอนาคต

4. Trust & Confidence: ยกระดับธรรมาภิบาลและความเชื่อมั่น

ผลักดันการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด การกำกับดูแลเชิงรุก การจัดตั้งศาลตลาดทุน การแก้ไขกฎหมายล้มละลาย และการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับการคุ้มครองผู้ลงทุน

5. Investor Relations: ยกระดับการสื่อสารกับนักลงทุน

ผลักดันการจัด Government Outbound Roadshow เพื่อประชาสัมพันธ์ตลาดทุนไทยสู่ผู้ลงทุนทั่วโลก จัดกิจกรรม “ตลาดทุนพบภาครัฐ” อย่างสม่ำเสมอเพื่อสร้างความเชื่อมั่น จัดทำและเผยแพร่ดัชนี FETCO Investor Confidence Index ทุกเดือน และร่วมให้ข้อมูลเศรษฐกิจและการลงทุนผ่านเวทีสำคัญทั้งในประเทศและต่างประเทศ

เป้าหมายระยะกลาง : ผู้นำตลาดทุนอาเซียน ภายในปี 2575

FETCO ตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น ผู้นำตลาดทุนในอาเซียน ทั้งด้านการระดมทุน สภาพคล่อง ฐานนักลงทุน และนวัตกรรมทางการเงิน เป็นตลาดทุนที่บริษัทคุณภาพในภูมิภาคเลือกเข้าจดทะเบียน สามารถดึงดูดเงินลงทุนระยะยาวจากทั่วโลก พร้อมเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นประเทศรายได้สูง

เป้าหมายระยะยาว : ตลาดพัฒนาแล้ว ภายในปี 2583 (Vision 2040)

ในระยะยาว FETCO มุ่งหวังให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น ตลาดพัฒนาแล้ว (Developed Market) ที่มีระบบนิเวศตลาดทุนเข้มแข็งและได้มาตรฐานโลก มีความลึกและความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ มีสภาพคล่องที่มั่นคงและฐานนักลงทุนที่แข็งแกร่ง มีการเข้าถึงที่สะดวกและเป็นสากล พร้อมยึดมั่นในหลักความโปร่งใส ธรรมาภิบาล และความยั่งยืน เพื่อเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจไทย และรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในฐานะประเทศรายได้สูงอย่างยั่งยืน

“การมีตลาดทุนที่เข้มแข็งไม่ใช่เพียงเป้าหมายของภาคตลาดทุน หากแต่เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพของประเทศ หากประเทศไทยต้องการก้าวสู่ประเทศรายได้สูงและสามารถแข่งขันได้ในเศรษฐกิจโลก ตลาดทุนไทยจำเป็นต้องพัฒนาให้ทันสมัย โปร่งใส มีนวัตกรรม และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ”