ACT ชง 8 ข้อเสนอคุมเข้มจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ อุดรูรั่วงบปี 70

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT จัดทำ “8 ข้อเสนอเพื่อพัฒนากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ” ต่อสาธารณะ ในขณะที่สภาผู้แทนราษฎรมีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 ซึ่งมีกรอบวงเงินรวม 3.788 ล้านล้านบาท เพื่อหวังป้องปรามการโกงที่จะเกิดขึ้นกับ “งบลงทุน” เพราะพบข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐไทยใช้วิธีการจัดซื้อแบบเฉพาะเจาะจงในสัดส่วนที่สูงถึง 97.8% สัดส่วนมูลค่ารวมคิดเป็น 40.92% ของงบประมาณทั้งหมด

นายมานะ นิมิตรมงคล ประธาน ACT กล่าวว่า การจัดซื้อฯ ภาครัฐอาจเกิดคอร์รัปชันขึ้นได้เสมอ ไม่ว่ารัฐจะจัดซื้อด้วยวิธีแบบใด แม้กฎหมายและระบบจัดซื้อจัดจ้างได้พัฒนาไปมาก แต่กระบวนการต่าง ๆ ยังถูกบิดเบือนได้ง่าย โดยผู้มีอำนาจ และเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานรัฐ เอกชนและนักการเมือง รวมถึงวิถีปฏิบัติในระบบราชการที่ขาดการพัฒนามายาวนาน

องค์กรฯ จึงได้รวบรวมแนวทางและข้อเสนอจากการถอดบทเรียนกรณีอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม เพื่อป้องกันคอร์รัปชันในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างฯ โดยได้จัดทำ “8 ข้อเสนอเพื่อพัฒนากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้ปลอดคอร์รัปชันและรัฐได้ประโยชน์มากขึ้น” ประกอบด้วย

1. ส่งเสริมให้มีการแข่งขันมากขึ้นในทุกการประมูล โปร่งใส วัดประสิทธิภาพได้จริง : เพราะกุญแจของคอร์รัปชันคือ “ความลับและอำนาจ” จึงต้องออกแบบให้มาตรการหรือระเบียบใดก็ตาม ให้ยืนบนหลักการเปิดเผยอย่างโปร่งใส สร้างการรับรู้และมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

2. เสริมสร้างกลไกป้องกันให้เข้มแข็ง เพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน : โดยต้องเปิดเผยข้อมูลให้ครบ 25 ชุดข้อมูล ใน “ทุกการจัดซื้อจัดจ้างของทุกหน่วยงาน” ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน, เพิ่มจำนวณโครงการเข้าร่วมข้อตกลงคุณธรรมมากขึ้น (Integrity Pact) เน้นโครงการมูลค่าสูง มีผลกระทบมากและอยู่ในความสนใจของประชาชน, เปิดเผยสาธารณะ ไม่ปิดกั้น เชื่อมโยงกลไกตรวจสอบ, เสริมกลไกป้องกันการทุจริตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และจัดเตรียมทรัพยากรเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานข้อตกลงคุณธรรม และโครงการความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐ (CoST)

3. กำจัดกำไรส่วนเกินที่จะถูกใช้เป็นเงินใต้โต๊ะ และลดความสูญเสียของรัฐ โดยพัฒนามาตรการใหม่ในการกำหนดราคากลางที่สอดคล้องกับความเป็นจริงของตลาด : เพิ่มความโปร่งใสในการทำหน้าที่ของคณะกรรมการจัดทำราคากลาง ปรับปรุงวิธีการและกระบวนการคำนวณราคากลาง วิธีการได้มาซึ่งราคาสินค้า ราคาวัสดุอุปกรณ์ และมุ่งเน้นเลือกข้อเสนอที่ให้ “ความคุ้มค่าที่สุด” ไม่ใช่ตัดสินผู้ชนะการจัดซื้อฯ เพียงแค่ราคาถูกที่สุด หรือให้ผลประโยชน์ต่อหน่วยงานมากที่สุด

4. ใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการทำงาน ตัวอย่างสำคัญ คือเว็บไซต์ ACT Ai ที่รวบรวมข้อมูลการจัดซื้อฯ ของหน่วยงานรัฐทั่วประเทศย้อนหลัง 10 ปี ราว 40 ล้านรายการ เว็บไซต์นี้ออกแบบให้คนไทยเข้าใช้งานได้ “ง่ายและฟรี” โดยนำข้อมูลหลักมาจากเว็บไซต์ของกรมบัญชีกลางที่เผยแพร่ ข้อมูลที่เชื่อถือได้เหล่านี้

5. ทบทวนการขึ้นบัญชีผู้รับเหมา บ่อยครั้งที่พบว่าบัญชีผู้รับเหมาที่รัฐจัดทำกลายเป็นเครื่องมือจำกัดและกีดกันคู่แข่งขันจนง่ายต่อการจัดคิว แบ่งงาน แบ่งประโยชน์ จึงต้องทบทวนเพื่อเปิดพื้นที่การแข่งขันให้มากขึ้น มีข้อร้องเรียนจำนวนมากที่ชี้ว่า การที่บัญชีผู้รับเหมาชั้นพิเศษมีจำนวนน้อยรายเกินจริงทำให้ฮั้วง่าย การประมูลของกลุ่มนี้มักชนะประมูลด้วยราคาเต็มหรือเบียดราคากลาง ขณะที่กลุ่มผู้รับเหมาชั้นหนึ่งมีจำนวนมากรายกว่ามาก ทำให้มีการแข่งขันลดราคาอย่างชัดเจน

6. การสอบทานธุรกิจ (Due diligence) เพื่อประเมินสถานะอย่างละเอียดของเอกชนที่เสนองานในโครงการจัดซื้อจัดจ้างขนาดใหญ่ ว่า มีศักยภาพและซื่อสัตย์ เป็นที่น่าเชื่อถือเพียงใด โดยใช้ Ai หรือเครื่องมือทางบัญชีนิติวิทยาเจาะไปที่เอกชนแต่ละราย เพื่อหาความเชื่อมโยงของค่าน้ำค่าไฟฟ้า การจ้างแรงงาน จ่ายเงินประกันสังคม เสียภาษีรายได้ ฯลฯ ว่าที่มาของเงินและมีความสัมพันธ์กับรายได้ หรือไม่อย่างไร รวมถึงควรตรวจสอบเอกสาร เช่น สัญญาของกิจการร่วมค้า การแบ่งงาน การแบ่งผลตอบแทนระหว่างกิจการร่วมค้า

7. การจัดทำบัญชีเฝ้าระวัง (Watch list) การขึ้นบัญชีผู้ทิ้งงานเป็นมาตรการสำคัญ ในการปกป้องหน่วยงานรัฐไม่ให้เกิดความเสียหายจากเอกชนที่ด้อยคุณภาพ ไม่ให้มีโอกาสเข้าประมูลและทำสัญญากับหน่วยงานอื่นต่อไป แต่เนื่องจากปัจจุบัน การขึ้นบัญชีผู้ทิ้งงานมีกระบวนการล่าช้า หรืออาจถูกบิดเบือนจากหน่วยงานรัฐผู้เสียหายที่มีหน้าที่รวบรวมหลักฐาน และทำเรื่องเสนอต่อปลัดกระทรวงการคลัง จึงสมควรจัดทำบัญชีเฝ้าระวังเพื่อเป็นฐานข้อมูลให้หน่วยงานรัฐอื่น ๆ ได้ทราบเกี่ยวกับเอกชนที่มีปัญหา จะได้พิจารณาอย่างรอบคอบถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้

8. ผู้ซื้อ-ผู้ขาย ต้องมีมาตรการป้องกันคอร์รัปชัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อการจัดซื้อฯ ภาครัฐ จำเป็นที่เอกชนผู้ต้องการเข้ามาค้าขายกับรัฐ หรือดำเนินโครงการร่วมลงทุนรัฐกับเอกชน (PPP) ต้องมีมาตรการป้องกันคอร์รัปชันด้วยตนเองก่อน

“ผู้มีอำนาจมักปฏิเสธโดยอ้างว่าจัดซื้อด้วย e-Bidding (ประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์) จะโกงได้อย่างไร e-Bidding เป็นของดี แต่ถูกใช้เป็นยันต์กันโกงก็เพราะจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจงกันเยอะมาก โครงการของรัฐจำนวนมากไม่ควรทำตั้งแต่แรก แต่ดิ้นรนทำเพราะมีเบื้องหลัง จ้องแต่จะใช้เงิน บ้างมักง่ายหรือคิดน้อยเกินไป โดยมีหลักฐานความสูญเสีย คืออาคารสถานที่ราชการจำนวนมากทั่วประเทศที่สร้างแล้วไม่ได้ใช้ ใช้ไม่คุ้มค่า ปล่อยทิ้งร้าง สร้างไม่เสร็จ การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐต้องยกเครื่องตั้งแต่ขั้นตอนการจัดทำโครงการ การเสนอขอและอนุมัติงบประมาณ ไปจนจบขั้นตอนตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ” นายมานะ กล่าว

นายมานะ กล่าวว่า ในการลงทุนและจัดซื้อฯ ของรัฐโกงกินได้แทบทุกขั้นตอน หลากหลายกลโกง เช่น ก่อนประมูลงาน จะมีการแบ่งโครงการเป็นโครงการย่อย เขียน TOR ไม่เป็นธรรม ล็อกสเปก ดึงเวลาให้กระชั้นชิดเพื่อเป็นเงื่อนไขให้จัดซื้อด้วยวิธีพิเศษ นอกจากนี้ ขั้นตอนประมูลงาน มีการฮั้วประมูล ขัดขวางคู่แข่ง เจ้าหน้าที่ปฏิบัติลำเอียง จัดประมูลด้วยวิธีพิเศษทั้งที่ไม่จำเป็น เขียนสัญญาให้รัฐเสียเปรียบจนอาจนำไปสู่การเสียค่าโง่ ช่วงบริหารสัญญา เกิดการผ่อนปรนหรือกลั่นแกล้งผู้รับเหมาเพื่อแลกเงินสินบน เช่น อนุมัติแบบและวัสดุล่าช้า ตั้งเรื่องเบิกจ่ายเงิน สั่งแก้งานหยุมหยิม หากเป็นเอกชนที่ฝ่าฝืนการฮั้วประมูลเข้ามาก็มักถูกเรียกร้องค่าดูแลเพื่อมิให้ถูกกลั่นแกล้งโดยเจ้าหน้าที่รัฐหรือโดยบ้านใหญ่หรือผู้มีอิทธิพล เช่น ปิดกั้นการซื้อวัสดุก่อสร้างในพื้นที่ใกล้เคียง หาเรื่องจับรถขนส่งสินค้าหรือคนงานต่างด้าว ฯลฯ

นายมานะ กล่าวว่า องค์กรฯ ยินดีให้ความร่วมมือและพร้อมสนับสนุนทุกความพยายาม เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐกลับมาเป็นที่เชื่อมั่นของสังคม และเพื่อให้ได้ข้อเสนอแนวทางที่เหมาะสม ครอบคลุม และสอดคล้องกับข้อเท็จจริงในทุกมิติ จึงควรจัดให้มีเวทีสาธารณะเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ผู้มีส่วนได้เสีย และนักวิชาการ เพื่อรวบรวมข้อมูลประกอบการพิจารณาเพิ่มเติมให้ทันกับปีงบประมาณ 2570 ที่จะเริ่มต้นในวันที่ 1 ต.ค. 69

โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/รัชดา คงขุนเทียน