“ชัชชาติ” รับตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. สมัยที่ 2 กางเป้าหมายเร่งด่วน 100 วันแรก ควบคู่ปราบทุจริตเป็นอันดับ 1

ภายหลังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 69 โดยผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ปรากฏว่า “นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 17 ดีเดย์ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. สมัยที่ 2 พร้อมทีมรองผู้ว่าฯ ที่เป็นชุดเดิมเกือบทั้งหมด กางเป้าหมายงานเร่งด่วน 100 วันแรก ควบคู่การปราบทุจริตคอรัปชัน

นายชัชชาติ กล่าวขอขอบคุณคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากรกทม. ทุกคนที่ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการดำเนินการจัดการเลือกตั้งที่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย การรายงานผลคะแนนเลือกตั้งที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ พร้อมขอชื่นชมการทำงานตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ประชาชนไว้วางใจเลือกทีมงานให้กลับมาทำหน้าที่อีกครั้ง

“คะแนนเสียงที่ประชาชนมอบให้กว่า 1,530,000 เสียงนี้ จึงเป็นผลงานของพวกเราทุกคน ขอให้ร่วมมือร่วมใจกันทำงานเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันต่อไปอีก 4 ปี เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนกรุงเทพมหานครให้ก้าวหน้ายิ่งกว่าเดิม” ผู้ว่าฯ กทม. ระบุ

ทั้งนี้ ได้มีการเปิดตัวทีมคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานครชุดใหม่ ได้แก่

* รองผู้ว่าฯ กทม. 4 คน

– นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯ กทม.

– น.ส.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม.

– นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯ กทม.

– นายพรพรหม ณ ส.วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าฯ กทม. (อดีตที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม.)

*เลขานุการ แลทีมผู้ช่วยเลขาผู้ว่าฯ กทม.

– นายคุณานพ เลิศไพรวัลย์ เลขานุการผู้ว่าฯ กทม.

– นายสิทธิชัย อรัณยกานนท์ ผู้ช่วยเลขาฯ

– นายยุทธนา ปัญจธนศักดิ์ ผู้ช่วยเลขาฯ

– น.ส.ภาพพิมพ์ พิมมะรัตน์ ผู้ช่วยเลขาฯ

– น.ส.นริศรา สื่อไพศาล ผู้ช่วยเลขาฯ

*คณะที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม.

1. คณะที่ปรึกษาทางการเมือง 9 คน

– นายจักกพันธุ์ ผิวงาม ประธานที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. (อดีตรองผู้ว่าฯ กทม.)

– พล.ต.อ.อดิศร์ งามจิตสุขศรี ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม.

– ดร.นรรธพร จันทร์เฉลี่ย เสริบุตร ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม.

– พล.อ.อ. นพ.ทวีพงษ์ ปาจรีย์ ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม.

– ดร.สุภรธรรม มงคลสวัสดิ์ ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม.

– นายเอกวรัญญู อัมระปาล ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม.

– น.ส.ดนุดา จิวจินดา ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม.

– น.ส.ลัพธวรรณ ลีรพงษ์กุล ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม.

– น.ส.ณัฐพัชร ทวีวรรณบูลย์ ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม.

2. คณะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ (ที่ปรึกษาที่แต่งตั้งตามมาตรา 49 (3) หรือที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ) 18 คน โดยมีนายต่อศักดิ์ โชติมงคล ประธานที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ (อดีตประธานที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม.)

ส่วนที่มีการปรับโครงสร้างตำแหน่งประธานที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. จากนายต่อศักดิ์ เป็นนายจักกพันธุ์ จะเป็นการลบล้างระบบ “อากง” หรือไม่นั้น นายชัชชาติ กล่าวว่า ไม่มี เรื่องการปรับตำแหน่งนี้คิดมา 1 ปีแล้ว เพราะตำแหน่งเราไม่พอ ที่ผ่านมานายพรพรหม ทำงานได้ดีมากเรื่องการผลักดันเรื่องฝุ่นและพื้นที่สีเขียว จึงต้องขยับมาเป็นรองผู้ว่าฯ กทม. ขณะเดียวกัน นายจักกพันธุ์ ทำเรื่องงบประมาณ และการประสานงานต่าง ๆ ได้ดีมาก จึงมีแผนขยับมาเป็นประธานที่ปรึกษาฯ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สูงกว่าเดิม

ส่วนระบบ “อากง” ยืนยันว่า ไม่มี เชื่อว่าประชาชนคลายกังวลแล้ว ดูจากผลการเลือกตั้ง และแม้แต่ตอนที่มีข่าวดังกล่าว ผลคะแนนเลือกตั้งก็ไม่ได้ลดลง จึงเชื่อว่าประชาชนเข้าใจเรื่องที่ตนชี้แจงไปแล้ว ส่วนนายต่อศักดิ์ มีความสำคัญในแง่เชิงยุทธศาสตร์ จึงให้ไปอยู่ทีมที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งจะมีพี่ชายของตนมาร่วมทีมที่ปรึกษาด้วย

“คงมีคนติดใจบ้าง แต่ก็คงคลายกังวลไปพอสมควร เราก็ต้องพิสูจน์ตัวเอง ซึ่งได้เน้นย้ำกับปลัด และรองปลัดกทม. ว่า ไม่มีระบบอากง เราไม่เคยพูดเรื่องซื้อตำแหน่งอะไรทั้งสิ้น เราอยู่ตรงนี้ได้ เพราะมีความโปร่งใส ทำทุกอย่างด้วยความยุติธรรม”  นายชัชชาติ กล่าว

*นโยบาย 100 วันแรก

สำหรับการทำงานวันแรก นายชัชชาติ กล่าวว่า ต้องถอด 261 นโยบายออกมาให้เป็นแผนปฎิบัติงาน และมีตัวชี้วัดที่ชัดเจน เพื่อให้ข้าราชการและลูกจ้างทั้ง 7 หมื่นคน รู้ว่าหน้าที่ของตนเองคืออะไร ซึ่งทั้ง 261 โครงการ ใน 100 วันจะต้องเห็นผลงาน

ส่วนโครงการต่าง ๆ ที่ค้างมาจากสมัยที่แล้ว เช่น กฎระเบียบ ศูนย์เด็กเล็ก ระบบสาธารณสุข ระบบรอหมอนัด จะต้องเร่งดำเนินการในช่วง 100 วันแรกแต่ละโครงการจะมีความก้าวหน้า ในส่วนของประเด็นที่มีความกังวลเรื่องการทุจริต เรื่องลู่วิ่ง จะดำเนินการต่อเนื่องอย่างเข้มงวด ทั้งเรื่องการเปิดเผยข้อมูล เรื่องโรงขยะอ่อนนุช เรื่องจีนเทา จะเป็นเรื่องที่เร่งดำเนินการให้ตอบโจทย์ประชาชนให้เร็วที่สุด

นายชัชชาติ กล่าวว่า แผนการวันนี้จะมีการออกคำสั่ง เช่น การเปิดเผยข้อมูลต่าง ๆ ให้มีความโปร่งใส โดยเฉพาะเรื่องโรงขยะอ่อนนุช, เร่งออกระเบียบศูนย์เด็กเล็ก, เรื่องการเพิ่มสิทธิบัตรทองเป็น 1.3 ล้านคน, ปรับระบบนัดหมายรอหมอไม่เกิน 1 ชั่วโมง, นโยบายปลูกต้นไม้ 2 ล้านต้น, เตรียมพร้อมเรื่องฤดูฝุ่น ตั้งศูนย์จัดการเผาแบบครบวงจร และตรวจสอบความคืบหน้าของการสอบสวนเรื่องทุจริตคอรัปชันของข้าราชการ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายปลูกต้นไม้ 2 ล้านต้น โดยคาดว่าภายใน 100 วันแรก จะต้องปลูกให้ได้อย่างน้อย 100,000 ต้น ประกอบกับช่วงฤดูฝุ่นที่จะมาถึง จะมีการตั้งศูนย์จัดการเผาแบบครบวงจรดูแลกรุงเทพ-ปริมณฑล ขยายการใช้ Low Emission Zone (LEZ) ให้ครอบคลุมรถปิกอัพ และรถ 4 ล้อ ซึ่งต้องเริ่มทำทันที

ขณะเดียวกัน จะมีการเพิ่ม Adaptive Signaling อีกจำนวน 10 ทางแยก ปรับปรุงป้ายรถเมล์ 300 จุด แบ่งเป็น ป้ายเสาเดี่ยว 200 ป้าย และแบบศาลา 100 หลัง และจากที่มีจุดเสี่ยงน้ำท่วม 737 จุด จะแก้ไขเพิ่มอีก 100 จุด ภายใน 100 วัน รวมถึงเตรียมความพร้อมอุโมงค์ระบายน้ำประเวศ ที่จะทำเชื่อมจากคลองประเวศมาที่บึงหนองบอน จะเร่งดำเนินการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องโซนลาดกระบัง

รวมถึงจะเดินหน้าเสนอข้อบัญญัติเข้าสภากทม. เช่น ข้อบัญญัติเกี่ยวกับการปรับปรุงอาคารเก่า, สนับสนุนโรงเรียนผู้สูงอายุ, ดูแลคนไร้บ้าน และจะมีการประชุมเรื่องหาบเร่แผงลอยให้เร็วที่สุด เพื่อเพิ่มพื้นที่ค้าขายที่เหมาะสม

ส่วนเป้าหมายที่จะทำให้ กทม. จากระดับท้องถิ่นไปในระดับโลก นายชัชชาติ กล่าวว่า หัวใจของเมือง คือเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งมี 2 ส่วน คือ เศรษฐกิจระดับบริษัท และเศรษฐกิจรากหญ้า ซึ่งถ้าไม่ขยายเศรษฐกิจระดับบน ก็ยากที่เศรษฐกิจระดับล่างจะอยู่รอดเช่นกัน ซึ่งต้องดึงดูดการลงทุนเข้ามามากขึ้น อย่างไรก็ดี เชื่อว่ากรุงเทพฯ พร้อมที่จะเป็นเมืองชั้นนำ แม้จะมีปัญหาเรื่องกฎระเบียบบางอย่าง ซึ่งต้องมีการปรับปรุงระเบียบ เพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ โดยมองว่ากรุงเทพฯ ใน 4 ปีข้างหน้าจะมีอัตลักษณ์เป็นของตนเอง มีเสน่ห์ และมีคนมาลงทุนมากขึ้น

ในส่วนของเจ้าหน้าที่ที่ยังไม่ได้รับการบรรจุนั้น นายชัชชาติ กล่าวว่า จะต้องให้ความยุติธรรม แต่งบประมาณปี 70 ก็มีปัญหาค่อนข้างลำบาก เพราะต้องจ่ายเงินให้ บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) ซึ่งรายรับกับรายจ่ายยังต่างกันอยู่ประมาณ 5,000 ล้านบาท ดังนั้น ต้องมีเงินส่วนหนึ่งที่ทำไว้ก่อนล่วงหน้า สัญญาเดินรถกับค่าโดยสารที่เก็บได้ ทำให้เงินที่จะใช้พัฒนาต่าง ๆ ลดน้อยลง จึงต้องใช้เงินให้มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ประชาชนให้ได้มากที่สุด

ส่วนที่รถไฟฟ้าสายสีเขียวจะหมดสัมปทานในปี 72 นายชัชชาติ กล่าวว่า รถไฟฟ้าสายสีเขียวเป็นเรื่องสำคัญมากต่ออนาคตของ กทม. เพราะค่าจ้างเดินรถแพงมาก และขาดทุน แต่พอถึงปี 72 ส่วนไข่แดงจะกลับมาเป็นของกทม. แต่ ณ เวลานั้นมีสัญญาจ้างเดินรถต่อไปถึงปี 85 (เซ็นสัญญาล่วงหน้าไปอีก 30 ปี) ดังนั้น เราจึงไม่เป็นอิสระเต็มที่ ยังมีสัญญาไข่แดง ซึ่งรวมแล้วปีละประมาณ 18,000 ล้านบาท ที่ต้องจ่ายค่าเดินรถถึงปี 85 ซึ่งรายได้อาจใกล้เคียงเดิม

“สิ่งสำคัญ คือ ขั้นตอนการเจรจาร่วมทุน ซึ่งคาดว่าในช่วง 1-2 เดือนจะมีข้อสรุปว่าจะเจรจาอย่างไร โดยหัวใจสำคัญคือการเจรจาให้ค่าจ้างเดินรถถูกลงกว่านี้ จะได้มีเงินเหลือกลับมาให้ประชาชน แต่ต้องดูนโยบายของรัฐบาลควบคู่ไปด้วย ซึ่งมีนโยบายปรับราคาค่ารถไฟฟ้าลดลง ก็คงจะหาทางร่วมกัน” นายชัชชาติ กล่าว

ส่วนเรื่องผังเมืองใหม่ที่รอปรับปรุงแก้ไข ขณะนี้เรื่องอยู่ที่กรมโยธาธิการและผังเมืองแล้ว อยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็นใน 60 วัน และจะส่งกลับมาที่เราอีกครั้ง จะเร่งดำเนินการคาดว่าจะเสร็จภายในต้นปี 70 และในช่วงสุดท้ายจะต้องนำเข้าสภากทม. ให้อนุมัติ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์

ส่วนเรื่องการย้ายศาลาว่าการกทม. จากเสาชิงช้า ไปดินแดงนั้น นายชัชชาติ กล่าวว่า ขณะนี้ยังมีปัญหา เพราะทางฝั่งดินแดงยังไม่พร้อม โดยปัจจุบันยังมีเพียงตึกเดียว ส่วนอีกตึกอยู่ระหว่างปรับปรุง ดังนั้น จะทยอยทำและเริ่มเปิดบางส่วนให้ประชาชนใช้บริการ เรื่องนี้ไม่ได้ต้องเร่งด่วน แต่ขึ้นอยู่กับความพร้อม และความปลอดภัย

ส่วนความพร้อมในการทำงานกับประธานสภากทม. ที่คาดว่าจะเป็น น.ส.ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย จากพรรคประชาชน (ปชน.) นั้น นายชัชชาติ กล่าวว่า พร้อมทำงานกับทุกคน โดยจะยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาในการร่วมงาน

ในส่วนเรื่องการปราบทุจริตคอรัปชัน นายชัชชาติ กล่าวว่า เชื่อว่า 4 ปีที่ผ่านมาทำได้ดี และต้องทำต่อเนื่อง เพราะการแก้ปัญหาทุจริตคอรัปชันเป็นนโยบายสำคัญอันดับ 1 และครั้งนี้เป็นเรื่องดีที่ประชาชนให้ความสนใจ

“เชื่อว่าเรามาถูกทางแล้ว เรื่องเล็กน้อยก็ละเว้นไม่ได้ และเรื่องการโยกย้าย ซื้อตำแหน่งต่าง ๆ จะต้องไม่มี ทุกคนต้องมาด้วยความสามารถ คนไหนมีประวัติไม่โปร่งใส ต้องจัดการตามกฎหมายให้เต็มที่ และอยากให้เรื่องการปราบทุจริตเป็นวาระแห่งชาติ” ผู้ว่าฯ กทม. กล่าว

เมื่อถูกถามว่ากลัวอาถรรพ์การเป็นผู้ว่าฯ กทม. สมัยที่ 2 หรือไม่ เนื่องจากที่ผ่านมา อดีตผู้ว่าฯ กทม. 3 คน ไม่มีใครอยู่ครบเทอม นายชัชชาติ กล่าวว่า “กลัวก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ทำให้ดีที่สุด แล้วแต่เวรแต่กรรม ถ้าอยู่ถึง ก็ถึง กลัวไปก็ไม่มีประโยชน์ ก็หวังว่าจะอยู่รอดล้างอาถรรพ์ได้”

โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์