
กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เรียกผู้บริหาร บริษัท พี.ซี. สยามปิโตรเลียม จำกัด รับทราบข้อกล่าวหา กรณีกรมธุรกิจพลังงานตรวจพบน้ำมัน 2.1 ล้านลิตร ไม่ถูกนำออกจำหน่ายในเดือน มี.ค.69 ในวันที่ 13 ก.ค.นี้
ตามที่คณะกรรมการคดีพิเศษ ได้มีมติเมื่อวันที่ 9 เม.ย.69 กรณีความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิงตามนิยามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เกิดจากการกระทำของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 หรือมาตรา 10 หรือผู้ค้าน้ำมันไม่ว่าจะจดทะเบียนตามกฎหมาย หรือไม่โดยทำเป็นขบวนการ หรือมีความซับซ้อน หรือที่ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อประชาชนหรือกระบวนการภาคอุตสาหกรรม ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.69 เป็นต้นไป จนกว่าเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางจะสงบ เป็นคดีพิเศษที่จะต้องสืบสวนและสอบสวนตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 นั้น
จากมติดังกล่าว DSI ได้รับโอนคดีอาญาจากตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี กรณีพาณิชย์จังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวหา บริษัท พี.ซี. สยามปิโตรเลียม จำกัด กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 เนื่องจากตรวจพบว่าบริษัท ซึ่งเป็นผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ตามมาตรา 7 มีน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 คงคลังในเดือน มี.ค.69 ถึง 2.1 ล้านลิตร และมีการนำออกจำหน่ายเพียงเล็กน้อยในขณะที่เกิดภาวะการขาดแคลนน้ำมันในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีและทั่วประเทศ DSI โดยกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ได้รับไว้ทำการสอบสวนเป็นคดีพิเศษที่ 59/2569
จากการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน คณะพนักงานสอบสวน ได้ประชุมและมีมติเป็นเอกฉันท์ ให้แจ้งข้อกล่าวหาฯ บริษัท พีซีฯ และกรรมการผู้จัดการ ในความผิดฐาน “ร่วมกันไม่นำสินค้าควบคุม(น้ำมันเชื้อเพลิง) ที่มีไว้เพื่อจำหน่าย ออกจำหน่ายหรือเสนอขายตามปกติโดยไม่มีเหตุอันสมควร” อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มาตรา 4 มาตรา 24 วรรคหนึ่ง มาตรา 30 และมาตรา 41 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83
กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ได้ออกหมายเรียกผู้ต้องหาฯ ให้มารับทราบข้อกล่าวหา ในวันที่ 13 ก.ค. ณ กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ศูนย์ราชการฯ และเปิดโอกาสให้นำพยานหลักฐานมาชี้แจงเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

ด้าน น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เลขานุการ รมว.พลังงาน เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กว่า DSI ได้ออกหมายเรียกกรรมการผู้จัดการของบริษัทดังกล่าวเข้ารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 13 ก.ค.ถือเป็นคดีที่ 3 ที่ผู้ต้องหาเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดีตามกฎหมาย ภายหลังการดำเนินมาตรการเข้มของกระทรวงพลังงานในการปราบปรามการกระทำผิดด้านน้ำมันเชื้อเพลิง
ทั้งนี้ หากย้อนกลับตั้งแต่นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เข้ารับตำแหน่งรมว.พลังงาน ได้มีการดำเนินคดีสำคัญแล้วหลายคดี โดยคดีแรก คือ คดีพิเศษที่ 66/2569 กรณีบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด ซึ่ง DSI แจ้งข้อกล่าวหานายสุรัตน์และพวกรวมหลายข้อหา ทั้งการปลอมปนน้ำมัน การกระทำผิดเกี่ยวกับใบกำกับการขนส่งน้ำมัน การกักตุนและเก็งกำไร รวมถึงการจำหน่ายน้ำมันเกินราคาที่กฎหมายกำหนด ตลอดจนข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งนายกรัฐมนตรีตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 และความผิดตามพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 โดยผู้ต้องหาได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว และอยู่ระหว่างการดำเนินคดีตามกฎหมาย

ส่วนคดีที่ 2 เป็นคดีพิเศษที่ 80-85/2569 เกี่ยวข้องกับโรงกลั่นน้ำมัน 6 แห่ง ซึ่งผู้ต้องหาได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับใบกำกับการขนส่งน้ำมันครบถ้วนแล้ว หลัง DSI ขยายผลจากการตรวจสอบคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานี สงขลา และชุมพร และขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนขยายผลเพิ่มเติม
“ปัจจุบันทีมเฉพาะกิจของกระทรวงพลังงานและ DSI ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบคลังน้ำมันในจังหวัดกาญจนบุรี รวมถึงคลังน้ำมันอีก 13 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการนำน้ำมันออกนอกระบบและการกักตุนน้ำมันในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่กระทำผิดอย่างเด็ดขาด”





