
รัฐแคลิฟอร์เนียพร้อมด้วยอีก 11 รัฐในสหรัฐฯ ร่วมกันยื่นฟ้องต่อศาลรัฐบาลกลางเพื่อระงับการเข้าซื้อกิจการวอร์เนอร์ บราเธอร์ส ดิสคัฟเวอรี (Warner Bros. Discovery หรือ WBD) โดยพาราเมาท์ สกายแดนซ์ คอร์ปอเรชัน (Paramount Skydance Corporation) มูลค่าแสนล้านดอลลาร์ โดยชี้ว่าดีลนี้จะลดการแข่งขันในธุรกิจจัดจำหน่ายภาพยนตร์และการอนุญาตให้ใช้สิทธิ์สถานีโทรทัศน์เคเบิล ซึ่งความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) เพิ่งประกาศปิดการตรวจสอบและอนุมัติผ่านดีลนี้ไปเมื่อเดือนมิ.ย.
ร็อบ บอนตา อัยการสูงสุดรัฐแคลิฟอร์เนีย เผยว่า การร่วมยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้นรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ประจำเขตภาคเหนือของแคลิฟอร์เนียครั้งนี้ เป็นการต่อสู้เพื่อรักษาตลาดที่เสรีและเป็นธรรม ไม่ใช่ตลาดที่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุน พร้อมระบุว่าหากสองยักษ์ใหญ่ในวงการบันเทิงควบรวมกิจการกันอย่างผิดกฎหมาย จะส่งผลเสียต่อผู้บริโภคโดยตรง ทั้งทำให้ตั๋วหนังและค่าบริการต่าง ๆ แพงขึ้น คุณภาพลดลง และมีคอนเทนต์ให้เลือกน้อยลง ซึ่งจะกระทบต่อโรงภาพยนตร์ ผู้ให้บริการเคเบิลทีวีพื้นฐาน ตลอดจนผู้ชมภาพยนตร์และโทรทัศน์ทั่วประเทศ
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า สำหรับข้อตกลงซื้อขายกิจการนี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนก.พ. โดยพาราเมาท์ตกลงซื้อหุ้น WBD ด้วยเงินสดราคาหุ้นละ 31 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นมูลค่าหุ้นสามัญ 8.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และคิดเป็นมูลค่ารวมของกิจการ (enterprise value) สูงถึง 1.1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
คำฟ้องระบุถึงผลกระทบใน 3 ตลาดหลัก โดยประเมินว่าบริษัทที่เกิดจากการควบรวมนี้จะครองสัดส่วนในแต่ละด้าน ดังนี้:
- ตลาดจัดจำหน่ายภาพยนตร์ฉายโรงในวงกว้าง: ครองส่วนแบ่งตลาดประมาณ 27%
- ตลาดจัดจำหน่ายภาพยนตร์ที่คาดว่าจะทำรายได้สูงสุด: ครองส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 30%
- ตลาดการอนุญาตให้ใช้สิทธิ์ช่องเคเบิลทีวีพื้นฐาน: ครองสัดส่วนรายได้จากการอนุญาตให้ใช้สิทธิ์คิดเป็น 27%
นอกจากนี้ คำฟ้องระบุว่า ดีลนี้จะทำให้ดัชนี Herfindahl-Hirschman (HHI) ซึ่งใช้วัดความกระจุกตัวในตลาดจัดจำหน่ายภาพยนตร์ฉายโรงในวงกว้าง เพิ่มขึ้นถึง 359 จุด ไปอยู่ที่ระดับ 2,074 จุด ซึ่งตามหลักเกณฑ์การควบรวมกิจการของรัฐบาลกลางมีข้อสันนิษฐานว่าเป็นการลดการแข่งขันในตลาดอย่างมีนัยสำคัญ
ปัจจุบันทั้งพาราเมาท์และ WBD ต่างแยกกันเจรจากับโรงภาพยนตร์เรื่องส่วนแบ่งรายได้ค่าตั๋ว กำหนดวันฉาย และการจัดสรรโรงฉาย หากค่ายหนังรายใดรายหนึ่งหายไปจากการแข่งขัน บริษัทใหม่จะมีอำนาจต่อรองสูงเกินไปจนอาจทำให้ภาพยนตร์มีจำนวนและประเภทลดลง
สำหรับธุรกิจเคเบิลทีวี ทั้งสองบริษัทมีช่องทีวีชื่อดังในเครือรวมกันหลายช่อง เช่น CNN, TNT, TBS, Nickelodeon, MTV, Comedy Central, HGTV และ Food Network ซึ่งคำฟ้องแย้งว่า หากผู้ให้บริการเคเบิลรายใดไม่ยอมจ่ายค่าธรรมเนียมตามที่บริษัทเรียกร้อง ก็อาจเสี่ยงที่จะเสียสิทธิ์การออกอากาศช่องโทรทัศน์ยอดนิยมเหล่านี้ไปพร้อมกันหลายช่อง
ด้านพาราเมาท์ชี้แจงว่า บริษัทจำเป็นต้องขยายขนาดธุรกิจเพื่อแข่งขันกับสตรีมมิงระดับโลกและบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ โดยการควบรวมจะช่วยเพิ่มคลังคอนเทนต์ เสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจสตรีมมิง และลดต้นทุนการดำเนินงานได้ถึงปีละ 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อีกทั้งยังให้คำมั่นสัญญาว่าจะนำภาพยนตร์เข้าฉายในโรงไม่ต่ำกว่า 30 เรื่องต่อปีผ่านทั้งสองสตูดิโอ
ทว่ากลุ่มรัฐที่ยื่นฟ้องมองว่าคำสัญญานี้ไม่อาจทดแทนการแข่งขันระหว่างบริษัทที่บริหารงานเป็นอิสระต่อกันได้ และไม่ใช่แนวทางแก้ไขปัญหาการผูกขาดที่บังคับใช้ได้จริงทางกฎหมาย
ก่อนหน้านี้ในเดือนมิ.ย. กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) ได้เสร็จสิ้นการตรวจสอบดีลนี้ยาวนานกว่า 8 เดือน โดยตัดสินใจปิดคดีโดยไม่คัดค้านใด ๆ หลังตรวจสอบเอกสารกว่า 2 ล้านฉบับ และสรุปว่าการควบรวมกิจการนี้ไม่น่าจะลดการแข่งขันในตลาดสตรีมมิง โทรทัศน์แบบดั้งเดิม หรือการผลิตและการจัดจำหน่ายภาพยนตร์
ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากหน่วยงานกำกับดูแลระบุว่า ดีลนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาตรวจสอบในสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักร ส่วนหน่วยงานกำกับดูแลด้านการแข่งขันของออสเตรเลียได้อนุมัติผ่านดีลนี้แล้ว
โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์





