
ดีลอยท์ (Deloitte) เผยรายงานภาพรวมการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 พบว่าตลาดมีการปรับตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยมุ่งเน้นไปที่ “คุณภาพมากกว่าปริมาณ” แม้ว่าจำนวนการจดทะเบียนใหม่จะลดลง แต่บริษัทขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพสูงกลับเข้ามาระดมทุนในตลาดมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดันยอดระดมทุนรวมพุ่งทะลุ 3 พันล้านดอลลาร์ ด้านตลาด IPO ของไทยยังคงซบเซาสวนทางภูมิภาค โดยมีบริษ้ทเข้าทำ IPO ลดลงเหลือเพียงรายเดียว คิดเป็นมูลค่าระดมทุน 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
รายงานระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีบริษัทเข้าจดทะเบียน IPO รวมทั้งสิ้น 47 ราย ซึ่งลดลง 11% เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ที่มีจำนวน 53 ราย อย่างไรก็ตาม มูลค่าการระดมทุนรวมกลับเติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 117% สู่ระดับ 3.07 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เปรียบเทียบกับ 1.41 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีก่อนหน้า
ขณะที่มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalisation) รวมของหุ้น IPO อยู่ที่ 1.507 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 96% จาก 7.70 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ขนาดธุรกรรมเฉลี่ย (Average Deal Size) เพิ่มขึ้นจาก 26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 65 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเติบโตขึ้นถึง 2.4 เท่า
ความสำเร็จในครึ่งปีแรกนี้ได้รับแรงขับเคลื่อนสำคัญจากดีลยักษ์ใหญ่ระดับ “Blockbuster” 3 รายที่มีมูลค่าระดมทุนเกินกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้แก่:
- UI Boustead REIT (สิงคโปร์) – กลุ่มอสังหาริมทรัพย์
- Sunway Healthcare Holdings Berhad (มาเลเซีย) – กลุ่มการแพทย์และสุขภาพ
- Dien May Xanh Investment Joint Stock Company (เวียดนาม) – กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค
ทั้ง 3 บริษัทนี้มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมกันสูงถึง 8.93 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งต่างจากครึ่งแรกของปี 2568 ที่ไม่มีดีลใดระดมทุนได้เกิน 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐเลย
ตลาดหุ้นไทยเผชิญปัจจัยรุมเร้า ยอดระดมทุนวูบ
ขณะที่ภาพรวมของภูมิภาคเติบโตในแง่มูลค่า แต่สำหรับประเทศไทย ผลการดำเนินงาน IPO ในครึ่งแรกของปี 2569 ถือว่าอยู่ในสภาวะซบเซาอย่างเห็นได้ชัด:
- จำนวนบริษัท IPO: ลดลงเหลือเพียง 1 ราย (คิดเป็น 2% ของทั้งภูมิภาค) จากเดิมที่มี 5 รายในช่วงครึ่งแรกของปี 2568
- มูลค่าการระดมทุน: อยู่ที่ 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็น 1% ของภูมิภาค) ลดลงจาก 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีก่อนหน้า
- มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด: อยู่ที่ 38 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจาก 109 ล้านดอลลาร์สหรัฐในครึ่งปีแรก 2568
รายงานของดีลอยท์ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยได้รับผลกระทบจากการไหลออกของเงินทุนต่างชาติ ร่วมกับปัจจัยลบทางเศรษฐกิจมหภาค เช่น แรงกดดันด้านราคาพลังงาน การเติบโตทางเศรษฐกิจที่เปราะบาง และบรรยากาศการลงทุนที่เต็มไปด้วยความระมัดระวัง ซึ่งส่งผลให้ความต้องการเสี่ยงซื้อหุ้น IPO ลดลงอย่างต่อเนื่อง
เพื่อรับมือกับความท้าทายนี้ ในเดือนพฤษภาคม 2569 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้เปิดเฮียริ่งเพื่อปรับปรุงเกณฑ์การจดทะเบียนให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น หวังดึงดูดธุรกิจกลุ่ม New Economy และบริษัทต่างประเทศ โดยมีข้อเสนอสำคัญ อาทิ:
- การลดเกณฑ์มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดขั้นต่ำ
- การปรับลดระยะเวลาแสดงผลการดำเนินงานย้อนหลังให้สั้นลง
- การจัดตั้งช่องทางพิเศษเฉพาะสำหรับบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI หรือในพื้นที่ EEC
- การผ่อนปรนเกณฑ์สำหรับผู้เสนอขายหลักทรัพย์ต่างประเทศ และปรับปรุงกฎระเบียบการห้ามขายหุ้นชั่วคราว (Silent Period) เพื่อลดอุปสรรคและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้กับตลาดทุนไทย
ผลงาน Top 3 เพื่อนบ้านอาเซียนในช่วงครึ่งปีแรก 2569
- มาเลเซีย: ยังคงครองแชมป์ตลาด IPO ที่แข็งแกร่งที่สุดในภูมิภาคเป็นปีที่สองติดต่อกัน โดยมีจำนวน IPO ถึง 36 ราย ระดมทุนไปได้ 1.34 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นำโดยการเข้าจดทะเบียนของ Sunway Healthcare Holdings Berhad ที่ระดมทุนไปได้ราว 707 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- สิงคโปร์: ก้าวขึ้นมาแซงหน้าอินโดนีเซียได้สำเร็จ โดยมี IPO จำนวน 5 ราย ระดมทุนรวม 868 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขนาดดีลเฉลี่ยสูงถึง 174 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นอันดับสองของภูมิภาค สะท้อนความเชื่อมั่นต่อนโยบายปฏิรูปตลาดหุ้น
- เวียดนาม: ฟื้นตัวอย่างโดดเด่น จากที่ไม่มีการทำ IPO เลยในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 กลับมามีถึง 4 รายในครึ่งปีแรกนี้ ทำสถิติมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมสูงที่สุดในอาเซียนที่ 6.93 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยได้รับการสนับสนุนจากการยกระดับสู่สถานะตลาดเกิดใหม่ระดับรอง (Secondary Emerging Market) ของ FTSE
แนวโน้มครึ่งปีหลัง 2569
ดีลอยท์คาดการณ์ว่า ตลาด IPO ในภูมิภาคจะยังคงรักษาระดับความแข็งแกร่งต่อไปในช่วงครึ่งปีหลัง โดยได้แรงหนุนจากกลุ่มบริษัทที่เตรียมจดทะเบียนจำนวนมาก บรรยากาศการลงทุนที่ดีขึ้น และแนวโน้มการผ่อนคลายนโยบายอัตราดอกเบี้ย
อย่างไรก็ตาม ตลาดจะยังคงเลือกเฟ้นเฉพาะดีลที่มีคุณภาพสูงและมีขนาดใหญ่เป็นหลัก โดยมาเลเซียจะยังคงรักษาโมเมนตัมที่แข็งแกร่ง ส่วนสิงคโปร์จะยังดึงดูดดีลระดับสถาบันขนาดใหญ่ได้อย่างต่อเนื่อง
โดย ปนัยดา ปัทมโกวิท/รัตนา พงศ์ทวิช





