
นายกรัฐมนตรี เตรียมปฏิรูปกฎหมายสถานบันเทิงและการจัดโซนนิ่งครั้งใหญ่ให้สอดคล้องกับปัจจุบัน หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้ร้านโรงเบียร์ลาดพร้าว โดยยอมรับว่าข้อกำหนดปัจจุบัน เช่น ระยะห่างจากวัดและโรงเรียน หรือระเบียบด้านมหรสพบางอย่างมีความยุ่งยากและล้าสมัย สั่งเร่งตรวจสอบอาคารและสถานบริการทั่วประเทศให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวว่า รัฐบาลเตรียมทบทวนกฎหมายและการกำหนดโซนนิ่งสถานบันเทิงให้สอดคล้องกับสภาพสังคมในปัจจุบัน หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้ร้านโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว โดยจะพิจารณาทั้งหลักเกณฑ์การตั้งสถานประกอบการ ระยะห่างจากวัดและโรงเรียน รวมถึงข้อกำหนดเวลาเปิด-ปิดและการจัดมหรสพ ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ซึ่งขณะนี้โซนนิ่งที่ถูกต้องในพื้นที่กรุงเทพมหานครมีเพียง 2 แห่งคือ ที่ข้าวสาร กับที่ RCA ส่วนที่อื่นๆนั้น ต้องทำตามกฎหมาย ถ้าไม่อยู่ในโซนนิ่งจะเปิดให้บริการได้ถึงเวลาเที่ยงคืน และมีมหรสพไม่ได้
“วันนี้ยุคสมัยเปลี่ยนไป ตนจึงได้มอบหมายให้มีการศึกษาอยู่ว่าจะปรับอย่างไร ที่บอกว่า อยู่ใกล้โรงเรียนหรืออยู่ใกล้วัดไม่ได้ ถามว่าอยู่ตรงไหนที่มันไม่ใกล้วัด 2 กิโลเมตร เพราะอยู่ที่ไหนในกรุงเทพฯ มันก็ใกล้วัดใกล้โรงเรียน 2 กิโลฯ ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นต้องว่ากันใหม่” นายอนุทิน กล่าว
ส่วนการปรับปรุงกฎหมายจะมีการดำเนินอย่างไร เพื่อให้สอดคล้องกับปัจจุบัน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องดูทุกมิติ ทั้งสภาพสังคม วัฒนธรรม ประเพณี ซึ่งความเป็นไทยยังต้องมีอยู่ แต่ทุกคนต้องทำมาหากิน
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กฎหมายมีชัดเจนแต่ทุกวันนี้ที่มันมีปัญหาเพราะคนตั้งใจทำผิดกฎหมาย ด้วยความหวังว่า การที่เขาทำผิดกฎหมายจะได้เงิน ได้กำไรมากขึ้น แต่เขาก็ต้องตั้งอยู่บนความเสี่ยง ไม่ยั่งยืนแน่นอน อย่างทุกวันนี้ถ้าใครทำผิดเช่นนี้อยู่ก็เตรียมรอรับได้ เพราะผู้ว่าฯ กทม. รวมถึงผู้ว่าราชการทุกจังหวัดก็สั่งเอ็กซเรย์แล้วเช่นกัน
นอกจากนี้ นายกฯ ปฎิเสธตอบคำถามถึงการลาออกจากการเป็นรมว.มหาดไทย หลังมีผู้เสียชีวิต 30 คนแล้ว
*รัฐบาลยกระดับมาตรการความปลอดภัยเป็น “วาระแห่งชาติ”
น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้กล่าวต่อที่ประชุมครม.ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสูญเสียอย่างยิ่ง และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน รวมทั้งภาพลักษณ์ของประเทศด้านมาตรฐานความปลอดภัย พร้อมเน้นย้ำว่าปัญหาดังกล่าวไม่ควรเป็นเพียงการแก้ไขเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาเคยเกิดเหตุลักษณะเดียวกันหลายครั้ง จึงต้องยกระดับให้เป็น “วาระแห่งชาติ” โดยทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุในลักษณะเดียวกันซ้ำอีก
ในการนี้ ให้กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลัก บูรณาการการทำงานร่วมกับกรุงเทพมหานคร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรมโยธาธิการและผังเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งตรวจสอบอาคารและสถานบริการทั่วประเทศให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน โดยให้ความสำคัญกับการตรวจสอบระบบป้องกันอัคคีภัย ทางหนีไฟ ความจุอาคาร และการปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด พร้อมรายงานผลการดำเนินงานต่อคณะรัฐมนตรี
ทั้งนี้ หากตรวจพบว่าสถานประกอบการใดไม่เป็นไปตามมาตรฐานหรือฝ่าฝืนกฎหมาย ให้ดำเนินการตามกฎหมายโดยสั่งระงับหรือปิดการให้บริการทันที จนกว่าจะปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้องและผ่านการตรวจรับรอง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียซ้ำอีก พร้อมกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปิดเผยผลการตรวจสอบและความคืบหน้าต่อสาธารณชนอย่างโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลกำลังดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เป็นระบบ และยึดความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ
โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน





