ธปท.จับตา NPL-เงินเฟ้อพุ่ง H2/69 หลังสงคราม-ราคาน้ำมันผันผวน

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เฝ้าติดตามความเสี่ยงในครึ่งปีหลัง ได้แก่ สถานการณ์หนี้ด้อยคุณภาพ (NPL) รวมถึงสถานการณ์เงินเฟ้อ ที่มีแนวโน้มขยับสูงขึ้น ขณะที่หนี้ครัวเรือน ปรับลดลงต่ำสุดในรอบ 6 ปี

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. กำลังติดตามสถานการณ์หนี้ด้อยคุณภาพ (NPL) อย่างระมัดระวัง โดยธปท.ให้ความสำคัญและเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงครึ่งปีหลัง ที่ NPL มีแนวโน้มขยับสูงขึ้นบ้างจากธุรกิจ SMEs และรายย่อย เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวได้ไม่ดีนัก แม้จะคาดการณ์การขยายตัวของ GDP ปีนี้ไว้ที่ 2.3% ก็ตาม

นอกจากนี้ ต้องติดตามสถานการณ์ด้านเงินเฟ้อ แม้ล่าสุดจะเริ่มผันผวนลดลง โดยคาดการณ์เฉลี่ยทั้งปีอาจไม่ถึง 2.8% ตามที่เคยประเมินไว้ในเดือน มิ.ย. และจากที่เคยคาดว่าไตรมาส 4 ปีนี้ เงินเฟ้อบางเดือน เช่น เดือน ต.ค. อาจจะขึ้นไปแตะ 4.5% นั้น ก็มีแนวโน้มว่าจะไม่สูงถึงระดับดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องจับตาใกล้ชิดเนื่องจากสถานการณ์สงครามและราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่มีความผันผวนสูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อได้ตลอดเวลา

ส่วนหนี้ครัวเรือน ที่ปรับลดลงต่ำสุดในรอบ 6 ปี แตะระดับ 85.9% นั้น นายวิทัย กล่าวว่า หนี้ครัวเรือนลด ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนที่ดูเหมือนลดลงในเชิงเปอร์เซ็นต์นั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากฐานของ GDP ที่สูงขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อ และการที่สถาบันการเงินเพิ่มความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น 

ผู้ว่าฯ ธปท. มองว่า ภาระหนี้ของประชาชนยังคงเป็นเรื่องหนักหน่วง เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องใช้เวลาแก้ไข ผ่านหลายโครงการร่วมกันระหว่างรัฐบาล และ ธปท. เพื่อประคับประคองให้เศรษฐกิจดีขึ้นในระยะยาว

“คิดว่าในระยะกลาง และระยะยาว หวังว่ารัฐบาลทำงานอย่างต่อเนื่อง ธปท.ก็ออกโครงการต่อเนื่อง และหวังว่าสถาบันการเงินจะออกมาช่วยกัน หากประคับประคองแล้วเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ เชื่อว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนก็จะค่อย ๆ บรรเทาไป แต่ต้องช่วยกัน หากไม่ทำอะไรเลย ก็จะแก้ปัญหาไม่ได้” ผู้ว่าฯ ธปท. ระบุ

นายวิทัย กล่าวว่า ธปท. ปรับบทบาท มุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและนวัตกรรมใหม่ นอกจากการดูแลเสถียรภาพราคา (เงินเฟ้อ) แล้ว ยังได้มีการปรับบทบาทในการให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ และการดูแลภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) มากขึ้น

*เดินหน้า ThaiBaht Stablecoin

ผู้ว่าฯ ธปท. กล่าวถึงความคืบหน้าเรื่องการศึกษา ThaiBaht Stablecoin คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในสิ้นปีนี้ โดยย้ำว่าไม่ใช่การสร้างเงินตราสกุลใหม่ แต่เป็นกลไกทางพัฒนาระบบการเงินที่สามารถนำไปใช้ในกรณีต่าง ๆ เช่น Programmable Payment เพื่อช่วยลดต้นทุนการโอนเงิน และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน โดยผู้ออก Stablecoin จะต้องได้รับใบอนุญาต (License) จาก ธปท. ซึ่งมีจำนวนจำกัด กำลังดูอยู่ว่าจะให้กี่ราย

นายวิทัย ยอมรับว่า ปริมาณการใช้ Stablecoin ในระดับโลกที่มีการกำกับดูแลยังถือว่าไม่มากนัก เมื่อเทียบกับ Stablecoin ที่ใช้มากคือ USDT หรือ USDC ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยังไม่มีการควบคุมที่ชัดเจน และมีความน่ากังวลบางประการ

“ปัจจุบัน โครงการอยู่ระหว่างการนำฟีดแบ็กจากภาคส่วนต่าง ๆ มาปรับปรุงรายละเอียดการออกแบบ (Design) ยืนยันว่า Stablecoin เป็นแนวทางที่ ธปท. เดินหน้าต่อ แต่ต้องใช้เวลา เพราะทำเรื่องที่ไม่เคยทำ ต้องใช้เวลา ต้องคิดให้ละเอียด และต้องประสานกับ ก.ล.ต. โดยขั้นตอนหลังจากนี้ จะมีกระบวนการ Hearing ถึง 2 ครั้ง ครั้งละประมาณ 30 วัน และมีขั้นตอนอื่นรวมแล้วใช้เวลา 3 เดือน ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจน หรือเริ่มเห็นรูปร่างภายในสิ้นปีนี้” ผู้ว่า ธปท. กล่าว

โดย ธปฦ/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์