
บลจ.วรรณ ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ของทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ แกรนด์ รอยัล ออร์คิด โฮสพีทาลิตี้ ที่มีข้อตกลงในการซื้อคืน [GROREIT] ซึ่งลงทุนในโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน โฮเทล แอนด์ ทาวเวอร์ส ชี้แจงวิธีชำระราคาซื้อคืนทรัพย์สินหลังจาก บมจ.โรงแรมรอยัล ออคิด (ประเทศไทย) [ROH] ระบุว่าวิธีดังกล่าวไม่เป็นไปตามข้อตกลงที่กำหนดไว้ในสัญญา
บลจ.วรรณ ระบุว่า ตามสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์โครงการโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน โฮเทล แอนด์ ทาวเวอร์ส ระหว่าง บลจ.เอ็มเอฟซี (MFC) ในฐานะทรัสตีของ GROREIT กับ ROH ระบุว่าแต่ละฝ่ายจะต้องมีการดำเนินการดังต่อไปนี้ให้แล้วเสร็จภายในวันทำการสุดท้ายของปีการเช่าที่ 5 ซึ่งคือวันที่ 14 ก.ค.69
1.1 ROH ชำระราคาซื้อทรัพย์สินที่เช่าจากกองทรัสต์ในราคา 4,873 ล้านบาท
1.2 GROREIT ดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์และส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าปราศจากภาระผูกพันใด ๆ ให้แก่ ROH ที่สำนักงานที่ดินที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งส่งมอบโฉนดที่ดินของทรัพย์สินที่เช่าพร้อมบรรดาเอกสารที่เกี่ยวข้องให้แก่ ROH โดยเหตุการณ์ตามข้อ 1.1 และ 1.2 ต้องเกิดขึ้นพร้อมกัน และ
1.3 GROREIT ส่งมอบการครอบครองทรัพย์สินที่เช่าให้แก่ ROH
บลจ.วรรณ ระบุว่า ก่อนถึงวันครบสัญญา ROH ได้เชิญ บลจ.วรรณ MFC และธนาคารออมสิน ในฐานะผู้ให้กู้ GROREIT ประชุมในวันที่ 2 ก.ค.เพื่อหารือร่วมกับผู้ที่ ROH แจ้งว่าเป็นตัวแทนของสถาบันการเงินและกองทุนที่ ROH กำลังขอเงินกู้เพื่อนำมาจ่ายซื้อคืนทรัพย์สินโครงการ โดยมีตัวแทนของผู้ที่จะร่วมเงินทุนในการจัดตั้งบริษัทใหม่มาซื้อทรัพย์สินโครงการเข้าร่วมประชุมด้วย
ในการประชุมครั้งดังกล่าว ทางสถาบันการเงินและกองทุนดังกล่าวได้สอบถามขั้นตอนการชำระเงิน โดยมีความกังวลว่าจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเมื่อชำระเงินให้แก่ GROREIT แล้ว GROREIT จะโอนทรัพย์สินโครงการให้แก่ ROH และ ROH จะโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินโครงการให้แก่บริษัทร่วมทุนที่ตั้งขึ้นใหม่ได้
บลจ. วรรณ และ MFC ได้ชี้แจงว่า เนื่องจากทรัพย์สินโครงการปัจจุบันจดทะเบียนจำนองอยู่กับธนาคารออมสิน ซึ่งจะต้องชำระเงินกู้ให้ธนาคารออมสินก่อนจึงจะปลอดจำนองให้ และเมื่อ GROREIT ได้รับเงินค่าขายคืนแล้วจึงจะสามารถโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ ROH และ ROH ถึงจะไปโอนกรรมสิทธิ์ต่อให้บริษัทร่วมทุนที่ตั้งขึ้นใหม่ได้ ซึ่งทางธนาคารออมสินได้แจ้งว่าถ้าชำระเงินกู้เป็นแคชเชียร์เช็คจะต้องรอให้เช็คผ่านกระบวนการ confirm และหากแคชเชียร์เช็ค clearing ไม่ทันในวันดังกล่าวจะต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มให้อีกหนึ่งวัน และอาจจะมีความเสี่ยงในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์อีก 2 ขั้นตอนไม่ทันในวันเดียวกันได้
ทางผู้ที่จะให้ ROH กู้ยืมเงินได้สอบถามว่าถ้าเช่นนั้นจะสามารถชำระเงินแยกให้ธนาคารออมสินก่อนเลยได้หรือไม่ ทั้งทางธนาคารออมสินและ GROREIT ไม่ขัดข้อง พร้อมแจ้งว่าหากใช้วิธีโอนเงินด้วยวิธี Bahtnet ก็จะรวดเร็ว โดยแยกโอนออกเป็น 2 ทาง ให้ธนาคารออมสินและ GROREIT ซึ่งในที่ประชุมไม่มีใครคัดค้าน และทาง ROH ก็ยังแจ้งขอให้ GROREIT ทำรายละเอียดการชำระเงินดังกล่าวส่งไปให้เพื่อส่งต่อให้ทางผู้ให้กู้ ซึ่ง MFC ได้ทำหนังสือถึง ROH ตามที่หารือในที่ประชุมดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 8 ก.ค.69 รายละเอียดการชำระเงินเป็น 2 ส่วนตามที่ผู้จะให้ ROH กู้ยืมเงินได้สอบถาม
อย่างไรก็ดี วันที่ 13 ก.ค.69 MFC ได้รับหนังสือจาก ROH ลงวันที่ 10 ก.ค.69 แจ้งการปฏิบัติผิดสัญญาและการแก้ไขให้ถูกต้องตามสัญญา ดังนั้น ในวันเดียวกัน MFC จึงทำหนังสือแจ้ง ROH ใหม่ เป็นการโอนชำระเงินมาที่ GROREIT เต็มทั้งจำนวน
บลจ. วรรณ ระบุว่า การชำระราคาในการทำธุรกรรมจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดินโดยการแบ่งเงินให้แก่เจ้าหนี้จำนองส่วนหนึ่งและเจ้าของกรรมสิทธิ์ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องการปฏิบัติกันโดยปกติ (Normal Practice) อย่างไรก็ตาม หาก ROH เห็นว่าการที่ GROREIT แจ้งให้แบ่งชำระเงินเป็น 2 ส่วนเป็นการปฏิบัติผิดสัญญา ก็สามารถนำแคชเชียร์เช็คหรือโอนเงิน Bahtnet จำนวนเดียวชำระเงินในวันที่ 14 ก.ค.69 ได้ และหาก GROREIT ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ ROH ทาง GROREIT ก็จะเป็นฝ่ายผิดสัญญา
แต่ข้อเท็จจริงคือ ROH ไม่ได้นำแคชเชียร์เช็คหรือโอนเงินใดๆ มาชำระให้ GROREIT ที่สำนักงานที่ดินในวันที่ 14 ก.ค.69 ถึงแม้ว่า MFC จะมีหนังสือแจ้งตั้งแต่วันที่ 13 ก.ค.69 ให้ชำระเป็นจำนวนเต็มจำนวนให้ GROREIT แล้วก็ตาม
ทั้งนี้ บลจ. วรรณ ยืนยันว่า GROREIT ไม่ได้เป็นผู้ไม่ปฏิบัติตามสัญญา เพราะการขอให้แบ่งจ่ายเป็นสิ่งที่ผู้ที่จะให้ ROH กู้ยืมเงินได้สอบถาม และ GROREIT พยายามจะช่วยเหลือเพื่อให้ ROH สามารถซื้อคืนได้ตามสัญญา แต่เมื่อ ROH ไม่ต้องการให้มีการแบ่งชำระ GROREIT ก็มีหนังสือแจ้งให้ชำระเต็มจำนวนก่อนวันที่ ROH ต้องซื้อคืน จึงเป็นฝ่าย ROH เองที่ไม่มาซื้อคืนทรัพย์สินตามสัญญา ดังนั้น สิทธิซื้อคืนทรัพย์สินโครงการของ ROH จึงสิ้นสุดลง





