
ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ดิ่งลงกว่า 300 จุด สอดคล้องกับการร่วงลงของดัชนี S&P 500 ฟิวเจอร์ และ Nasdaq ฟิวเจอร์ ขณะที่นักลงทุนพากันเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลก ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการใช้จ่ายด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ณ เวลา 19.56 น.ตามเวลาไทย ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ลบ 345 จุด หรือ 0.65% สู่ระดับ 52,441 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ฟิวเจอร์ และ Nasdaq ฟิวเจอร์ ลบ 0.94% และ 1.90% ตามลำดับ
หุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปทั่วโลกปรับตัวลงในวันนี้ โดยหุ้นของผู้ผลิตชิปและบริษัทที่เกี่ยวข้องซึ่งจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐต่างร่วงลงในการซื้อขายก่อนเปิดตลาด
กองทุน iShares Semiconductor ETF (SOXX) และ VanEck Semiconductor ETF (SMH) ดิ่งลงมากกว่า 3% ขณะที่หุ้นของ Applied Materials, LAM Research, Intel, KLA Corporation และ Arm ร่วงลงราว 4% ส่วนหุ้นของ Micron และ Nvidia ปรับตัวลงมากกว่า 2%
ตลาดปรับตัวลงต่อเนื่องจากวานนี้ ซึ่งนำโดยหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เช่นกัน นอกจากนี้ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนยังถูกกดดันจากการที่ Moonshot AI ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพด้านปัญญาประดิษฐ์ของจีน ได้เปิดตัวโมเดล AI รุ่นใหม่ โดยอ้างว่าสามารถลดช่องว่างด้านประสิทธิภาพกับโมเดลชั้นนำของสหรัฐ
แรงเทขายหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปในตลาดหุ้นเอเชีย-แปซิฟิกทวีความรุนแรงขึ้นในวันนี้ ก่อนที่จะลุกลามไปยังตลาดหุ้นยุโรป
นักวิเคราะห์ของ BBH ระบุในรายงานว่า นักลงทุนกำลังตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อย ๆ ต่อความยั่งยืนของกระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเฟื่องฟู
BBH ระบุว่า รายงานเศรษฐกิจประจำปีของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) เตือนว่า วัฏจักรการพุ่งขึ้นและการทรุดตัวของการลงทุน (boom-bust cycle) เป็นลักษณะที่เกิดขึ้นเป็นประจำในการลงทุนครั้งใหญ่ในอดีต ซึ่งขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยีที่สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ของ Barclays ไม่ได้แสดงความกังวลมากนักต่อความผันผวนของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยระบุในรายงานว่า “แม้ว่าความผันผวนของหุ้นเทคโนโลยีอาจยังคงเกิดขึ้นในระยะสั้น แต่เราเชื่อว่าการปรับฐานของสถานะการลงทุนในครั้งนี้จะเป็นผลดีในระยะยาว เพราะจะสร้างจังหวะการเข้าลงทุนที่น่าสนใจมากขึ้นสำหรับนักลงทุนที่มุ่งเน้นธีมการเติบโตของ AI ในระยะยาว”
นอกจากหุ้นกลุ่มชิปแล้ว หุ้นของ Netflix ก็ได้ดิ่งลงอย่างหนักในวันนี้ โดยร่วงลงมากกว่า 11% หลังบริษัทประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ที่ออกมาใกล้เคียงกับที่ตลาดคาด แต่ให้ตัวเลขคาดการณ์กำไรในอนาคตที่น่าผิดหวัง
ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้งของสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านยังคงเป็นประเด็นที่นักลงทุนจับตาอย่างใกล้ชิด โดยราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ของสหรัฐดีดตัวเหนือระดับ 81 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้นเหนือระดับ 86 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ทางการคูเวตเปิดเผยในวันนี้ว่า อิหร่านได้โจมตีโรงไฟฟ้าและโรงงานผลิตน้ำจืดในประเทศ ขณะที่กองบัญชาการกลางสหรัฐ (CENTCOM) ระบุว่า ได้ทำการโจมตีอิหร่านเป็นคืนที่ 6 ติดต่อกัน โดยโจมตีเป้าหมายทางทหารหลายสิบแห่ง รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ
ด้านเจ้าหน้าที่อิหร่านเปิดเผยในวันนี้ว่า กองทัพอิหร่านได้โจมตีกองกำลังสหรัฐในซีเรียและบาห์เรน ทำให้การโจมตีของอิหร่านขยายวงกว้างมากขึ้นทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบาง ซึ่งทั้งสองฝ่ายบรรลุร่วมกันเมื่อเดือนที่ผ่านมา ได้ล่มสลายลง ส่งผลให้การขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์และเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันราว 20% ของโลก กลับมาหยุดชะงักอีกครั้ง
โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ




