มองมุมต่าง: เปิดพอร์ตหุ้น…แต่หมดสิทธิ์บัตรคนจน? เมื่อการออมถูกมองว่าเป็นความร่ำรวย

ในช่วงที่รัฐบาลเปิดให้ประชาชนยืนยันสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่มารู้ตอนเช็คสิทธิ์ตัวเองวันนี้ว่า การมีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์หรือ “พอร์ตหุ้น” อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ไม่ผ่านเกณฑ์การได้รับสิทธิ แม้ว่าจะไม่เคยซื้อขายหุ้นเลย หรือมีเงินลงทุนเพียงหลักร้อยหลักพันบาทก็ตาม เรื่องนี้จึงกลายเป็นประเด็นที่ชวนตั้งคำถามว่า แท้จริงแล้วการเปิดพอร์ตหุ้นสามารถใช้เป็นตัวชี้วัดความมั่งคั่งของคนคนหนึ่งได้จริงหรือ

ในอดีต การลงทุนในตลาดหุ้นอาจถูกมองว่าเป็นเรื่องของคนมีฐานะ แต่โลกการเงินในปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างมาก การเปิดบัญชีลงทุนไม่ได้เป็นเรื่องยากเหมือนเมื่อก่อน ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีผ่านโทรศัพท์มือถือ หลายบริษัทหลักทรัพย์แข่งขันกันดึงลูกค้าด้วยการยกเว้นค่าธรรมเนียม แจกหุ้นฟรี แจกของพรีเมียม หรือแม้แต่แจกแก้วน้ำ กระเป๋า และของที่ระลึก จนมีคนจำนวนไม่น้อยเปิดบัญชีไว้เพียงเพื่อรับโปรโมชั่น โดยไม่เคยโอนเงินเข้าพอร์ต หรือไม่เคยซื้อหุ้นแม้แต่ครั้งเดียว

แต่เมื่อถึงวันที่รัฐนำข้อมูลมาใช้พิจารณาสิทธิ คนกลุ่มนี้กลับถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มผู้มีบัญชีลงทุน ทั้งที่ในความเป็นจริงฐานะทางการเงินไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเลย

ที่สำคัญกว่านั้น การมีพอร์ตหุ้นไม่ได้หมายความว่ามีเงินจำนวนมาก เพราะทุกวันนี้การลงทุนสามารถเริ่มต้นได้ด้วยเงินเพียงไม่กี่ร้อยบาท หลายคนตั้งใจออมเงินเดือนละ 500 บาท หรือ 1,000 บาท ซื้อหุ้นหรือกองทุนอย่างสม่ำเสมอ เพราะหวังว่าจะมีเงินไว้ใช้ยามเกษียณ หรือไม่ต้องเป็นภาระของลูกหลานในอนาคต นี่คือพฤติกรรมของ “นักออม” มากกว่าจะเป็น “คนรวย”

ลองนึกภาพแรงงานรายวันคนหนึ่งที่มีรายได้เดือนละ 12,000 บาท เขาพยายามแบ่งเงินวันละ 20-30 บาทเก็บไว้ พอครบเดือนก็ซื้อหุ้นหรือกองทุนด้วยเงิน 600 บาท เขาทำแบบนี้ต่อเนื่องหลายปีจนมีเงินลงทุนรวม 20,000 บาท เงินจำนวนนี้อาจเป็นความหวังทั้งหมดของชีวิตหลังเกษียณ แต่หากมองจากเกณฑ์ที่ใช้เพียงการมีบัญชีหลักทรัพย์ เขาอาจถูกมองว่าไม่ควรได้รับสวัสดิการ ทั้งที่รายได้และคุณภาพชีวิตแทบไม่แตกต่างจากคนที่ไม่มีบัญชีลงทุนเลย

ในทางกลับกัน คนอีกคนหนึ่งอาจไม่มีพอร์ตหุ้น ไม่มีบัญชีลงทุน แต่เก็บเงินสดไว้จำนวนมาก หรือถือทรัพย์สินในรูปแบบอื่นที่ระบบตรวจสอบได้ยาก ก็อาจยังผ่านเกณฑ์ได้ หากเป็นเช่นนี้ คำถามจึงไม่ใช่ว่าใครสมควรได้รับสวัสดิการ แต่คือเกณฑ์ที่ใช้สามารถสะท้อนความเป็นจริงของฐานะทางเศรษฐกิจได้มากเพียงใด

ปัญหาที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ เกณฑ์ลักษณะนี้อาจสร้างแรงจูงใจในทางตรงกันข้ามกับสิ่งที่รัฐพยายามผลักดันมาตลอดหลายปี รัฐส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้ทางการเงิน สนับสนุนการออม สนับสนุนการลงทุนระยะยาว สนับสนุนให้ประชาชนเตรียมเงินไว้ใช้หลังเกษียณ แต่หากประชาชนเริ่มรู้สึกว่า “ยิ่งออม ยิ่งเสียสิทธิ์” หลายคนก็อาจเลือกไม่ลงทุน ไม่เปิดบัญชี ไม่สร้างวินัยทางการเงิน เพียงเพื่อรักษาสวัสดิการของรัฐไว้ นั่นย่อมเป็นผลลัพธ์ที่สวนทางกับเป้าหมายของนโยบายโดยสิ้นเชิง

แท้จริงแล้ว การมีเครื่องมือในการออม ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการมีความมั่งคั่ง เพราะเครื่องมือเป็นเพียงช่องทาง ส่วนฐานะทางการเงินต้องวัดจากมูลค่าทรัพย์สิน รายได้ และความสามารถในการดำรงชีวิต

เปรียบเทียบง่าย ๆ การมีบัญชีธนาคารไม่ได้แปลว่ามีเงินล้านอยู่ในบัญชี การมีบัตร ATM ไม่ได้แปลว่าร่ำรวย การมีแอปธนาคารก็ไม่ได้หมายความว่ามีเงินออมจำนวนมาก เช่นเดียวกัน การมีพอร์ตหุ้นก็ไม่ได้หมายความว่ามีพอร์ตหลักล้านหรือหลักสิบล้าน หลายบัญชีไม่มีเงินคงเหลือเลย หลายบัญชีเปิดทิ้งไว้หลายปีโดยไม่เคยใช้งาน ขณะที่บางบัญชีมีหุ้นเพียงหนึ่งหรือสองตัว มูลค่ารวมไม่ถึงหนึ่งพันบาทด้วยซ้ำ

ยิ่งในปัจจุบันที่รัฐบาลเองกำลังพยายามผลักดันให้ประชาชนเข้าถึงการลงทุนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ กองทุนรวม หรือผลิตภัณฑ์ออมเงินรูปแบบใหม่ การใช้การมีบัญชีลงทุนเป็นเหตุแห่งการตัดสิทธิ์ จึงอาจเป็นการส่งสัญญาณที่ขัดแย้งกับนโยบายของรัฐเอง เพราะในด้านหนึ่งบอกให้ประชาชนออมเงิน แต่อีกด้านกลับทำให้ประชาชนรู้สึกว่าการเริ่มต้นออมอาจทำให้เสียสิทธิ์ที่เคยได้รับ

ในหลายประเทศ การออมระยะยาวกลับได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นการลดหย่อนภาษี การสมทบเงินเข้ากองทุนเกษียณ หรือสิทธิประโยชน์อื่น ๆ เพราะรัฐบาลมองว่าประชาชนที่ออมเงินและวางแผนการเงินได้ดี จะพึ่งพาตนเองได้มากขึ้นในอนาคต และช่วยลดภาระงบประมาณของรัฐในระยะยาว

ประเทศไทยเองก็ควรเดินไปในทิศทางเดียวกัน การส่งเสริมให้ประชาชนมีเงินออมไม่ควรกลายเป็นเหตุแห่งการสูญเสียสวัสดิการ หากรัฐต้องการคัดกรองผู้มีสิทธิ์จริง ก็ควรพิจารณาจากฐานะทางเศรษฐกิจที่แท้จริง เช่น รายได้ ทรัพย์สินสุทธิ เงินฝาก มูลค่าพอร์ตการลงทุน หรือความสามารถในการดำรงชีพ มากกว่าการใช้เพียงข้อเท็จจริงว่าบุคคลนั้น “มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์” หรือไม่

อีกประเด็นหนึ่งที่สะท้อนปัญหาการออกแบบนโยบาย คือเรื่องการเข้าถึงบริการของรัฐ แม้ปัจจุบันหลายขั้นตอนจะดำเนินการผ่านแอปพลิเคชันได้ แต่สำหรับประชาชนที่ยากจนจริง โดยเฉพาะผู้สูงอายุในต่างจังหวัด ความเป็นจริงกลับไม่ง่ายเช่นนั้น หลายคนไม่มีสมาร์ตโฟน บางคนไม่มีอินเทอร์เน็ต บางคนใช้งานแอปพลิเคชันไม่เป็น สุดท้ายต้องเดินทางไปธนาคารกรุงไทยเพื่อยืนยันสิทธิ ใช้เวลาต่อคิวหลายชั่วโมง เสียทั้งค่าเดินทาง ค่าอาหาร และเสียโอกาสในการหารายได้ ทั้งที่กลุ่มคนเหล่านี้คือกลุ่มที่รัฐตั้งใจจะช่วยเหลือมากที่สุด

สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า การออกแบบนโยบายสวัสดิการที่ดี ไม่ได้มีเพียงการกำหนดคุณสมบัติของผู้ได้รับสิทธิเท่านั้น แต่ต้องเข้าใจพฤติกรรมและข้อจำกัดของประชาชนในโลกความเป็นจริงด้วย เพราะคนจนในชีวิตจริงอาจไม่ได้มีสมาร์ตโฟนราคาแพง ไม่ได้มีความรู้ด้านเทคโนโลยี และไม่ได้เข้าถึงบริการดิจิทัลได้ง่ายอย่างที่ผู้ออกแบบนโยบายคาดหวัง

ท้ายที่สุดแล้ว สวัสดิการของรัฐควรมีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ขาดโอกาส ไม่ใช่สร้างแรงจูงใจให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการออม หรือรู้สึกว่าการเริ่มต้นวางแผนอนาคตคือความผิด การมีพอร์ตหุ้นไม่ได้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าคนคนนั้นร่ำรวย เช่นเดียวกับการถือสมุดบัญชีธนาคารไม่ได้แปลว่ามีเงินฝากจำนวนมาก สิ่งที่ควรเป็นเกณฑ์ตัดสินคือความสามารถในการดำรงชีวิตที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงการมี “ช่องทางในการออม”

เพราะหากวันหนึ่งสังคมไทยเดินมาถึงจุดที่ประชาชนต้องเลือกระหว่าง “การออมเพื่ออนาคต” กับ “การรักษาสิทธิ์สวัสดิการของรัฐ” นั่นอาจไม่ใช่ปัญหาของประชาชน แต่เป็นสัญญาณว่าหลักเกณฑ์บางอย่างควรถูกทบทวนใหม่ เพื่อให้การช่วยเหลือของรัฐเกิดความเป็นธรรม สอดคล้องกับพฤติกรรมทางการเงินของยุคปัจจุบัน และไม่ทำลายวัฒนธรรมการออมที่ประเทศควรส่งเสริมมากกว่าจะลงโทษ

ท้ายนี้อยากฝาก พี่บัส ในฐานะผู้ใหญ่ในกระทรวงการคลัง ที่จะเกษียณในปีหน้า ช่วยโน้มน้าวพี่เอก อย่าให้เกิดเงื่อนไขแบบนี้เลย เพราะจะเป็นการตัดตอน หรือ ทำหมันคนตั้งใจอยากออมให้หมดไปจากประเทศนี้ ถือเป็นการสร้างบุญให้กับประเทศชาติ ก่อนอำลาชีวิตข้าราชการที่ทุ่มเทมาตลอดชีวิตของพี่ด้วยเทอญ สาธุ

โดย ธิติ ภัทรยลรดี