HILITE: เอเซีย พลัส ชี้ตลาดโลกเผชิญ 3 ปัจจัยเสี่ยง หนุน Fund Flow หมุนเข้าหุ้นไทย ชู PTTEP-SCGP-TIDLOR เด่น

บล.เอเซีย พลัส ประเมินภาพรวมตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจาก 3 ปัจจัยเสี่ยงหลัก ส่งผลให้แรงซื้อสินทรัพย์เสี่ยงเริ่มชะลอตัวลง ประกอบด้วย:

  1. ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง (Middle East War) สถานการณ์รุนแรงขึ้นหลังกลุ่มฮูตีที่อิหร่านสนับสนุน ประกาศปิดล้อมทางทะเลและสนามบินต่อซาอุดีอาระเบีย พร้อมสั่งปิดช่องแคบบับอัล-มันเดบ (ทางออกสู่ทะเลแดง) ส่งผลให้ตลาดกังวลเรื่องการส่งออกน้ำมันหยุดชะงัก ดันให้ราคาน้ำมันดิบ BRENT พุ่งแตะ 89 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำจุดสูงสุดในรอบ 1 เดือน ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและอาจจำกัดโอกาสการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลาง
  2. สงครามการค้า (Trade War) สหรัฐฯ เตรียมเรียกเก็บภาษีนำเข้า 50% กับสินค้าบางประเภทจากแคนาดา เช่น ผลิตภัณฑ์นม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และอุปกรณ์ฮอกกี้ ถือเป็นสัญญาณเตือนว่าสงครามการค้าอาจกลับมารุนแรงอีกครั้ง
  3. สงครามเทคโนโลยี (Tech War) บริษัท “MOONSHOT AI” สตาร์ทอัพจากจีน สร้างแรงสั่นสะเทือนด้วยการเปิดตัวโมเดล AI ใหม่ “KIMI K3” ที่มีประสิทธิภาพใกล้เคียงโมเดลชั้นนำของสหรัฐฯ แต่ต้นทุนการใช้งานต่ำกว่า ทำให้นักลงทุนเริ่มกังวลต่อความสามารถในการทำกำไรของผู้ให้บริการ AI ในสหรัฐฯ

สภาวะความผันผวนดังกล่าว ทำให้กระแสเงินทุน (Fund Flow) เกิดการกระจายตัว (Rotation) ไปยัง 3 ปลายทางหลัก ได้แก่:

  • Global Rotation: เม็ดเงินถูกโยกออกจากกลุ่มเติบโตสูงและ AI โครงสร้างพื้นฐาน ไปสู่กลุ่ม AI Monetization (ผู้ที่นำ AI ไปสร้างรายได้จริง), กลุ่มน้ำมัน (Oil) และ กลุ่มหุ้นคุณค่า/ปันผลสูง (Value/Dividend)
  • China Rotation: เม็ดเงินไหลกลับเข้าตลาดหุ้นจีน โดยในเดือน ก.ค. มีเงินไหลเข้า ETF หุ้นจีนกว่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์ พลิกกลับจากการขายสุทธิอย่างต่อเนื่องในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา
  • Thailand Rotation: ตลาดหุ้นไทยกลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายของเงินทุนหลบภัย (Safe Haven) จากความผันผวนของสงครามและการเมืองในประเทศที่มีเสถียรภาพ โดยตั้งแต่ต้นเดือน (MTD) มีเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นไทยแล้วกว่า 4.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งมุ่งเน้นไปที่กลุ่มสื่อสาร, พลังงาน และธนาคาร เช่น TRUE, PTTEP, KBANK, TOP, BBL และ GULF

สำหรับปัจจัยเศรษฐกิจในประเทศ ฝ่ายวิจัยเตือนให้จับตาตัวเลขนำเข้า-ส่งออกของไทยเดือน มิ.ย. 69 โดยคาดว่าการส่งออกจะโต 15.2% YoY แต่การนำเข้ามีแนวโน้มพุ่งสูงถึง 35.8% YoY ส่งผลให้ไทยยังคงเผชิญ ภาวะขาดดุลการค้าระดับสูงราว 4,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งจะกดดันดุลบัญชีเดินสะพัด เสี่ยงทำให้เงินบาทอ่อนค่าและเกิดปัญหาเงินเฟ้อนำเข้า นอกจากนี้ เมื่อเทียบกับภูมิภาค การส่งออกของไทย (10.59%) ยังถือว่าเติบโตช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างเห็นได้ชัด เช่น เกาหลีใต้ (+70.7%), ไต้หวัน (+40.3%), เวียดนาม (+28.1%) และจีน (+27%)

บล.เอเซีย พลัส แนะนำหุ้นเด่น (Top Picks) ประจำวัน ได้แก่ SCGP, PTTEP และ TIDLOR