
น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) ครั้งที่ 1/2569 ที่ประชุมรับทราบหลักการสำคัญของพ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. 2569 และรับทราบแผนงานของคณะทำงาน Zero Corruption และโครงการ “เพื่อน ไม่ทน” โดยขอให้ทุกหน่วยงานปฏิรูปกระบวนงาน จากระบบที่สร้างภาระให้กับประชาชน สู่ระบบบริการที่เอื้อต่อความสะดวกและโปร่งใส โดยให้ถือเป็นนโยบายเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการทันที
พ.ร.บ. ฉบับนี้ ช่วยยกระดับการให้บริการและการอนุมัติอนุญาตให้รวดเร็วและเป็นมาตรฐานเดียวกัน และเป็นเครื่องมือเชิงโครงสร้างสำคัญที่จะทำให้การให้บริการภาครัฐมีประสิทธิภาพ สะดวก มีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะปิดจุดเสี่ยงการเรียกรับผลประโยชน์ ลดต้นทุนแฝงให้กับภาคธุรกิจและประชาชน ควบคู่ไปกับการยกระดับระบบราชการไทย
ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบจัดตั้งคณะอนุกรรมการอำนวยการต่อต้านสินบนและความเสี่ยงทุจริตภาครัฐ เพื่อขับเคลื่อนงานและกลั่นกรองข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในประเด็นการแก้ไขปัญหาการให้หรือรับสินบน การทุจริต และประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างเป็นระบบ โดยมีนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานอนุกรรมการ และรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นรองประธานอนุกรรมการอีกตำแหน่ง และพล.ต.อ. เพิ่มพูน ชิดชอบ เป็นที่ปรึกษา
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบข้อเสนอโครงการ “1 กรม 1 โปร่งใส่ไร้เทา” (One Agency One Integrity) เพื่อให้แต่ละหน่วยงานของรัฐคัดเลือกงานบริการหรือกระบวนการทำงานที่มีความเสี่ยงต่อการทุจริตสูงมาพัฒนาปรับปรุงเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม เป้าหมายครอบคลุมหน่วยงานของรัฐ 355 แห่ง
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้พิจารณามาตรการป้องกันการทุจริตในการสอบเข้าทำงานภาครัฐ โดยกำหนดให้มีกฎหมายเฉพาะเพื่อกำหนดฐานความผิด กลไกการดำเนินการ และมาตรการทางกฎหมายต่อผู้กระทำความผิด พร้อมให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณามอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกายกร่างกฎหมายตามขั้นตอนต่อไป
“จากกรณีการทุจริตในการสอบคัดเลือกเข้ารับราชการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลไม่สามารถยอมรับได้ เพราะไม่เพียงเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายและหลักคุณธรรมเท่านั้น แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการและทำลายโอกาสของผู้ที่มีความรู้ความสามารถซึ่งเข้าสู่การแข่งขันอย่างสุจริต การป้องกันการทุจริตที่ดีที่สุด ไม่ใช่การลงโทษเมื่อความเสียหาย เกิดขึ้นแต่คือการออกแบบระบบที่รัดกุม โปร่งใส และตรวจสอบได้”
นอกจากนี้ การประชุมคณะกรรมการครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ถือเป็นวาระสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน เพื่อร่วมกันผลักดันมาตรการที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง สอดคล้องกับนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงต่อรัฐสภาในการขับเคลื่อนการปฏิรูปและกำหนดมาตรการตามมาตรฐาน OECD ในการยกระดับการต่อต้านการทุจริต จากการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การป้องกันเชิงระบบอย่างยั่งยืน โดยเป้าหมายไม่ใช่เพียงการเพิ่มคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI: Corruption Perceptions Index) หรือการเข้าเป็นสมาชิก OECD เท่านั้น แต่คือการสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้นในสังคมไทย

ด้านนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย กล่าวว่า ที่ประชุมมีการหารือมาตรการป้องกันการทุจริตการสอบรับข้าราชการในภาครัฐ ซึ่งที่ประชุมเห็นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใหญ่มาก และทำลายระบบราชการอย่างรุนแรง ไม่ใช่เฉพาะเรื่องท้องถิ่น ดังนั้นจึงต้องมีมาตรการเฉพาะด้านขึ้นมา และอาจจำเป็นต้องมีกฎหมายเฉพาะเรื่องนี้ เพื่อจัดการกับคนที่ทุจริต หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นตัวการผู้ใช้หรือผู้สนับสนุน รวมถึงการเลื่อนตำแหน่ง โดยจะมอบหมายให้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เสนอต่อคณะรัฐมนตรี และให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกายกร่างกฎหมายในเรื่องนี้
นอกจากนี้ยังมีการยกระดับมาตรฐานบริการ ในภาครัฐ เพื่อให้มีการปลอดการทุจริต ด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้ โดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. เป็นผู้ดำเนินการเพื่อช่วยกันปราบทุจริต
สำหรับการแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคนั้น กฏหมายที่ได้มีการผลักดันไปแล้ว คือ กฎหมายการอำนวยความสะดวกฉบับใหม่ ซึ่งขณะนี้มีการกำหนดรายละเอียดว่า จะบังคับใช้กับธุรกิจใดบ้าง คาดว่า ในเบื้องต้นจะบังคับใช้กับธุรกิจโรงแรม และร้านกาแฟ นอกจากนี้จะมาพิจารณาว่า มีเรื่องใดที่จะต้องปรับปรุง ในส่วนกฎหมายรอง
นายปกรณ์ ยืนยันว่า รัฐบาลมีความหนักแน่น และแน่วแน่ในการผลักดันเรื่องการแก้ไขปัญหาการทุจริตให้ครบวงจร ไม่ให้มีปัญหาทิ้งไว้ให้ลูกหลานในอนาคต และจะพยายามทำให้ดีที่สุด
ด้านนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวขอบคุณรัฐบาลที่มีความตั้งใจอย่างจริงจัง แต่ต้องยอมรับว่าการแก้ไข พ.ร.บ.อำนวยความสะดวก มีความล่าช้า ควรจะมีการแก้กฎกระทรวง หรือกฎระเบียบของกรมก่อนเพื่อขับเคลื่อนให้ได้จริง โดยเฉพาะ โครงการ REINVENT THAILAND ที่เรากำหนดขึ้นมาเพื่อทำงานร่วมกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เพื่อเป็นหัวจักรในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ฉะนั้นหากเราปลดล็อกความสะดวกในแง่ของกฎหมายก็จะสามารถขับเคลื่อนได้เร็วขึ้น
ด้านน.ส.อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการ ก.พ.ร. กล่าวว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบข้อเสนอโครงการ 1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา (One Agency One Integrity) เพื่อให้แต่ละหน่วยงานของรัฐคัดเลือกงานบริการหรือกระบวนการทำงานที่มีความเสี่ยงต่อการทุจริตสูงมาพัฒนานำมาปรับแก้กระบวนการอนุมัติของหน่วยงานแต่ละเรื่อง ซึ่งจะมีการทำงานร่วมกับองค์กรต่อต้านการคอร์รัปชัน ว่า หน่วยงานใดมีความสุ่มเสี่ยง และนำไปปรับแก้เพื่อเสนอกลับเข้ามา และพิจารณาว่ามีการแก้ไขจริงหรือไม่ เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม เป้าหมายครอบคลุมหน่วยงานของรัฐ 335 แห่ง ซึ่งนี่คือความจริงใจของรัฐบาลในการแก้ไขระบบอนุมัติ-อนุญาต ไม่ให้เกิดการทุจริตและเรียกรับสินบนในภาครัฐ ซึ่งจะทำให้เกิดผลระยะแรกภายใน 6 เดือน
โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน





