นางสาวชุติกาญจน์ สันติเมธวิรุฬ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า การซื้อขาย SET50 Index Futures วันนี้ดัชนีพักตัวต่อ โดยถูกแรงกดดันในกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวสูงขึ้นใกล้ระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งกลายเป็นปัจจัยกดดันโดยตรงต่อกลุ่มท่องเที่ยว สายการบิน โรงพยาบาล โรงแรม รวมถึงกลุ่มโรงไฟฟ้าที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนราคาก๊าซที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมทั้งต้นทุนทางการเงินที่มีโอกาสปรับขึ้น อีกทั้งวันนี้ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติเห็นชอบให้ปรับลดราคา ณ โรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี0 บี7 และบี20 ลง 2.40 บาทต่อลิตร กดดันกลุ่มโรงกลั่น
อย่างไรก็ตามวันนี้เม็ดเงินไหลกลับเข้ากลุ่มธนาคาร และกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ที่ฟื้นตัวตามหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐฯ และมีแรงเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มส่งออกก่อนการรายงานตัวเลขส่งออกไทยในวันพรุ่งนี้
แนวโน้มวันพรุ่งนี้คาดดัชนีพักตัวต่อ โดยตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นมา Valuation เริ่มตึงตัว ดังนั้นจึงเห็นการสลับกลุ่มเล่น และใกล้เข้าสู่ช่วงวันหยุดยาวของไทย อาจเห็นแรงขายลดความเสี่ยงได้ ด้านทิศทางเม็ดเงินจากต่างประเทศ (FundFlow) ล่าสุด JP Morgan ปรับเพิ่มคำแนะนำหุ้นไทยขึ้นสู่ระดับ Neutral จาก Underweight พร้อมแนะนำหุ้นไทย สะท้อนมุมมองเชิงบวก แม้วานนี้เริ่มมีแรงขายทำกำไรของนักลงทุนต่างชาติ แต่มองว่าเป็นปัจจัยระยะสั้น รอติดตามการเปิดเผยผลประกอบการ Real sector ในสัปดาห์หน้า
ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศยังต้องติดตามทิศทางราคาน้ำมัน ซึ่งระหว่างวันยังปรับตัวขึ้นต่อค่อนข้างแรง นอกจากนี้สัปดาห์หน้าติดตามการประชุมธนาคารกลางต่าง ๆ โดยตลาดจับตาทิศทางอัตราดอกเบี้ย รวมทั้งการเปิดเผยผลประกอบการกลุ่มเทคฯ สหรัฐฯ รวมถึงประเด็นมาตรการกำแพงภาษี (Tariff) รอบใหม่จากทางสหรัฐฯ ซึ่งอาจดันให้ต้นทุนสินค้านำเข้าและเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นอีก
ประเมินแนวรับ 1,080 และ 1,075 จุด และแนวต้าน 1,090 – 1,095 จุด
ด้านราคาทองคำระยะสั้นลุ้นรีบาวด์ แต่ปัจจัยโดยรวมยังเป็นลบ ทั้งดอลลาร์ที่แข็งค่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (บอนด์ยีลด์) ที่ปรับตัวสูงขึ้น และความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ยังคงเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำ ขณะที่ประเด็นจีนห้ามเทรดทองกระดาษ (Paper Gold) อาจหนุนดีมานด์เข้ามาระยะสั้น แต่ปัจจัยพื้นฐานยังมองเป็นลบ ประเมินแนวต้านไว้ที่ 4,165 4,200 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ และแนวรับ 4,000 4,040 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์
โดย วรินทร ศิรินอก






