
ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์พุ่งขึ้นกว่า 200 จุด ได้แรงหนุนจากการทะยานขึ้นของหุ้น Intel รวมทั้งการร่วงลงของราคาน้ำมัน ซึ่งช่วยให้นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ และการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
ณ เวลา 19.01 น.ตามเวลาไทย ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ บวก 203 จุด หรือ 0.40% สู่ระดับ 52,097 จุด
หุ้น Intel พุ่งขึ้น 4% ในการซื้อขายก่อนเปิดตลาด หลังรายงานผลประกอบการในไตรมาส 2 ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดยรายได้ของบริษัทพุ่งขึ้นถึง 25% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตสูงที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 3/2554
แม้ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทปรับตัวขึ้นในวันนี้ แต่ดัชนีดาวโจนส์มีแนวโน้มร่วงลง 0.8% ในสัปดาห์นี้ ขณะที่ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ปรับตัวลง 0.7% และ 1.5% ตามลำดับ
ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกดิ่งลงกว่า 2% ในวันนี้ โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ร่วงลงต่ำกว่า 100 ดอลลาร์/บาร์เรล และราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) หลุดระดับ 90 ดอลลาร์/บาร์เรล ขณะที่นักลงทุนพากันเทขายทำกำไร หลังราคาน้ำมันพุ่งขึ้นก่อนหน้านี้
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันปรับตัวลง เนื่องจากยังคงมีเรือบรรทุกน้ำมันและเรือสินค้าแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และช่องแคบบับ เอล-มันเดบ แม้ในจำนวนน้อย แต่การสัญจรก็ไม่ได้ถึงกับหยุดชะงักลง
นักลงทุนจับตาการประชุมนโยบายการเงินของเฟดในสัปดาห์หน้า ซึ่งนายเควิน วอร์ช จะทำหน้าที่ประธานการประชุมเป็นครั้งที่ 2 และจะมีการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนหลังเสร็จสิ้นการประชุม โดยนายวอร์ชจะชี้แจงเหตุผลของเฟดในการตัดสินใจกำหนดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ แต่ไม่มีแนวโน้มส่งสัญญาณทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของเฟดในปีนี้
ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 64.2% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมวันที่ 28-29 ก.ค.
นอกจากนี้ นักลงทุนให้น้ำหนัก 80.1% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ในการประชุมเดือนก.ย.
โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ




