ตลาดหุ้นเอเชียปิดภาคเช้าบวกเป็นส่วนใหญ่ในวันนี้ (27 ก.ค.) โดยได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันที่ร่วงลง หลังจากมีรายงานว่าสหรัฐฯ และอิหร่านได้ระงับการโจมตีกันชั่วคราวในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งช่วยให้ตลาดคลายความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน นักลงทุนจับตารายงานผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ รวมทั้งผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในสัปดาห์นี้
- ดัชนีนิกเกอิ [NIKKEI.X] ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดภาคเช้าที่ 64,764.01 จุด เพิ่มขึ้น 152.86 จุด หรือ +0.24%
- ดัชนีฮั่งเส็ง [HSI.X] ตลาดหุ้นฮ่องกงปิดภาคเช้าที่ 25,166.58 จุด เพิ่มขึ้น 203.35 จุด หรือ +0.81%
- ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิต [SSE.X] ตลาดหุ้นจีนปิดภาคเช้าที่ 3,829.39 จุด เพิ่มขึ้น 15.19 จุด หรือ +0.40%
- ดัชนี KOSPI [KOSPI.X] ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ลดลง 0.91%
- ดัชนี S&P/ASX 200 [XJO.X] ตลาดหุ้นออสเตรเลียดีดตัวขึ้น 1.10%
สัญญาน้ำมันดิบ WTI [WTI.X] ส่งมอบเดือนก.ย.ร่วงลง 4.46% มาอยู่ที่ระดับ 84.33 ดอลลาร์/บาร์เรลในช่วงเช้านี้ และสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) [BRENT.X] ดิ่งลงกว่า 4% สู่ระดับประมาณ 92.85 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากมีรายงานว่าอิหร่านและสหรัฐฯ ได้ระงับการโจมตีกันเป็นการชั่วคราว
รายงานระบุว่า หลังจากสหรัฐฯ เดินหน้าโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านอย่างหนักหน่วงติดต่อกัน 13 คืน กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (เพนตากอน) ได้สั่งระงับปฏิบัติการดังกล่าวเมื่อช่วงค่ำวันศุกร์ (24 ก.ค.) โดยไม่มีรายงานการโจมตีจากสหรัฐฯ ทั้งในวันเสาร์และวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (25-26 ก.ค.) ขณะที่อิหร่านก็ได้ระงับการโจมตีเป็นเวลา 2 วันเช่นกัน
สำนักข่าว CBS News รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวในภูมิภาคสองราย ระบุว่า สหรัฐฯ ระงับการโจมตีอิหร่านเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ส่งผลกระทบ ในขณะที่คณะผู้แทนจากโอมานกำลังเยือนอิหร่านเพื่อเจรจาเกี่ยวกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง
ด้าน The New York Times รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ระงับแผนการยกระดับการโจมตีอิหร่าน หลังจากคณะที่ปรึกษาอาวุโสเตือนว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐฯ กำลังลดน้อยลง ขณะที่พลเอก แดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วม เตือนว่า การเปิดปฏิบัติการโจมตีครั้งใหญ่อีกครั้งอาจทำให้ขีปนาวุธสกัดกั้นที่มีอยู่ในคลังแสงถูกใช้จนหมด
เอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านเปิดเผยกับสื่อของออสเตรียว่า สหรัฐฯ กำลังแลกเปลี่ยนข่าวสารกับอิหร่านผ่านทางประเทศที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลาง ซึ่งรวมถึงปากีสถานและกาตาร์
สำหรับความเคลื่อนไหวในเอเชียเช้านี้ สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) รายงานกำไรในของภาคอุตสาหกรรมจีนปรับตัวขึ้นเพียง 15.1% ในเดือนมิ.ย. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งชะลอลงจากเดือนพ.ค.ที่มีการขยายตัว 21.1%
ด้านธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) มีมติดำเนินนโยบายคุมเข้มทางการเงินเป็นครั้งที่สองติดต่อกันในวันนี้ ซึ่งเป็นการดำเนินการเชิงรุกเพื่อรับมือกับราคาน้ำมันที่กลับมาพุ่งสูงขึ้น แม้ว่าเงินเฟ้อภายในประเทศจะยังคงอยู่ในระดับต่ำก็ตาม
คณะกรรมการ MAS ประกาศปรับเพิ่มความชัน (Slope) ของกรอบอัตราแลกเปลี่ยนที่กำหนด (Policy Band) หรือที่เรียกว่า Nominal Effective Exchange Rate (NEER) ขึ้น “เพียงเล็กน้อย” ซึ่งเป็นการปรับขึ้นที่น้อยกว่าเมื่อเดือนเม.ย. ส่วนความกว้าง (Width) และค่ากลาง (Mid-Point) ของกรอบนโยบายยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง
ทั้งนี้ โดยปกติแล้ว MAS จะดำเนินนโยบายการเงินผ่านการกำหนดกรอบอัตราแลกเปลี่ยน 3 ด้านด้วยกันซึ่งได้แก่ ความชัน, ค่ากลาง และความกว้าง ของกรอบอัตราแลกเปลี่ยนที่กำหนด ซึ่งแตกต่างจากการดำเนินการของธนาคารกลางอื่น ๆ ทั่วโลกที่ใช้วิธีการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
นักลงทุนจับตาผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในวันพุธนี้ (29 ก.ค.) ตามเวลาสหรัฐฯ ขณะที่เครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 64.2% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมครั้งนี้
โดย รัตนา พงศ์ทวิช/ปรียพรรณ มีสุข





