บมจ.การบินไทย [THAI] เตรียมลงนามสัญญาเช่าพื้นที่โครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา (MRO – Maintenance, Repair, and Overhaul) 210 ไร่ กับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO ในวันที่ 4 ส.ค. นี้ และกำหนดวันเริ่มต้นสัญญา วันที่ 1 ก.ย. 69

นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการ สกพอ. กล่าวว่า สำหรับพื้นที่ 210 ไร่นั้น มีความพร้อมในการส่งมอบ ให้การบินไทยเข้าใช้ตามกำหนดแน่นอน จากนี้จะลงรายละเอียดที่อาจจะมีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมบ้าง รวมถึงการเชิญชวนผู้เข้ามาร่วมลงทุนในกิจกรรมหรือเข้ามาเช่าพื้นที่ และการทำเรื่องเสนอขอสิทธิประโยชน์ ส่วนที่ทางการบินไทย ยังกังวลเช่น หากการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาเมืองการบินเสร็จล่าช้า จะมีผลกระทบกับ MRO ไปด้วย นั้น โดยเฉพาะการเชื่อมต่อเข้าออกกับพื้นที่ของ MRO ซึ่งเรื่องนี้ สามารถเชื่อมเข้ากับรันเวย์ปัจจุบันของอู่ตะเภา ที่เปิดให้บริการในปัจจุบันอยู่แล้วได้ ไม่มีปัญหา
ด้านการบินไทยประเมินว่า โครงการ MRO อู่ตะเภา พื้นที่ 210 ไร่ จะมีมูลค่าลงทุนประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาท โดยกันวงเงินงบประมาณสำหรับลงทุนไว้แล้ว เริ่มก่อสร้างปี 2570 และเปิดให้บริการปี 2573 โดยสัญญาเช่าระยะเวลา 50 ปี โดยรัฐจะได้รับผลตอบแทน 2 ส่วนคือ 1.ค่าเช่าพื้นที่อัตราคงที่ โดยปรับขึ้นตามอัตราธนารักษ์ และ 2 . การแบ่งปันผลประโยชน์ หรือ Revenue Sharing จากส่วนแบ่งรายได้แบบขั้นบันได
โดยช่วงปีที่ 1-4 ซึ่งอยู่ระหว่างออกแบบและก่อสร้างจะเก็บค่าเช่าพื้นที่อย่างเดียว โดยจะเริ่มคิดส่วนแบ่งรายได้เมื่อมีรายได้ ซึ่งคาดว่าจะเป็นปีที่ 5 โดยกำหนดอัตรา ปีที่ 5-10 คิดส่วนแบ่งรายได้ 3% ,ปีที่ 11-15 คิดส่วนแบ่งรายได้ 5% และปีที่ 15 เป็นต้นไป คิดส่วนแบ่งรายได้ 7%

*ทำเลที่ตั้งไทยได้เปรียบ
นายจุฬา กล่าวบรรยายพิเศษในหัวข้อ “U-Tapao: Opportunities for a New Aviation Hub” โดยได้นำเสนอศักยภาพและโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน หรือ MRO ในประเทศไทย ซึ่งจะดำเนินการในบริเวณท่าอากาศยานอู่ตะเภา และจะเป็นอีกโครงการลงทุนหลักที่สำคัญ ภายใต้การพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
ในการเสวนา ได้สะท้อนภาพรวมโอกาสของตลาด MRO โลก และแนวโน้มความต้องการบริการซ่อมบำรุงอากาศยานที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก พร้อมชี้ให้เห็นจุดแข็งของประเทศไทย ทั้งด้านทำเลที่ตั้ง ฐานอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันท่าอากาศยานอู่ตะเภาสู่การเป็นศูนย์กลาง MRO ชั้นนำของภูมิภาค รวมทั้ง ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศ การพัฒนากำลังคน และการพัฒนาขีดความสามารถด้าน MRO อย่างเป็นขั้นตอนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

นอกจากนี้ ผู้ร่วมเสวนาฯ ยังได้สะท้อนภาพรวมโอกาสของตลาด MRO โลก และแนวโน้มความต้องการบริการซ่อมบำรุงอากาศยานที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก พร้อมชี้ให้เห็นจุดแข็งของประเทศไทย ทั้งด้านทำเลที่ตั้ง ฐานอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันท่าอากาศยานอู่ตะเภาสู่การเป็นศูนย์กลาง MRO ชั้นนำของภูมิภาค รวมทั้ง ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศ การพัฒนากำลังคน และการพัฒนาขีดความสามารถด้าน MRO อย่างเป็นขั้นตอนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด
อีกทั้ง ยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองและพิจารณาแนวทางสำคัญในการพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมการบินและการซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) ของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการยกระดับผู้ประกอบการเดิมในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ให้มีศักยภาพเพียงพอในการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของภาคการผลิตอากาศยาน ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรมไทยสู่ตลาดที่มีมูลค่าสูง โดยจำเป็นที่จะต้องมีการเตรียมความพร้อมด้านกฎระเบียบ มาตรฐานสากล การพัฒนาทุนมนุษย์ และต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และสถาบันการศึกษา เพื่อร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมอากาศยานของประเทศให้ครอบคลุมตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน
โดย คคฦ/รัชดา คงขุนเทียน





