
กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เดินหน้าเพิ่มกำลังการผลิตด้านกลาโหมผ่านสัญญาขนาดใหญ่ระยะหลายปี ขณะที่รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องการเสริมความแข็งแกร่งให้กองทัพ ท่ามกลางสงครามอิหร่านที่ทวีความรุนแรง ซึ่งส่งผลให้คลังอาวุธของสหรัฐฯ ลดน้อยลง
เมื่อวันพุธ (29 ก.ค.) กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ประกาศมอบสัญญาขนาดใหญ่ 2 ฉบับ มูลค่ารวมประมาณ 1.35 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่บริษัทด้านกลาโหมรายใหญ่ของประเทศ โดยรัฐบาลทรัมป์ยังเสนอของบประมาณกลาโหมสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งระบุว่าเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ในระยะยาว เพื่อยกระดับความพร้อมของกองทัพและเตรียมรับมือกับความขัดแย้งในอนาคต
หนึ่งในสัญญาดังกล่าว กองทัพบกสหรัฐฯ ทำข้อตกลงมูลค่า 5.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ระยะเวลา 7 ปีกับบริษัท Lockheed Martin เพื่อเพิ่มการผลิตขีปนาวุธสกัดกั้น Patriot ซึ่งเป็นอาวุธที่มีความต้องการสูงและสามารถทดแทนได้ยาก โดยระบบดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ขณะเดียวกัน กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยังเปิดเผยสัญญามูลค่าสูงสุด 7.66 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่ทำกับบริษัท General Dynamics และ Huntington Ingalls Industries เพื่อขยายการก่อสร้างเรือดำน้ำนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ และปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของอู่ต่อเรือ
สัญญาดังกล่าวครอบคลุมการสร้างเรือดำน้ำโจมตีพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Virginia รุ่นล่าสุด “Block VI” จำนวน 9 ลำ ซึ่งมีความสามารถรองรับขีปนาวุธร่อน Tomahawk ได้มากขึ้น รวมถึงการสร้างเรือดำน้ำติดขีปนาวุธนิวเคลียร์ชั้น Columbia เพิ่มอีก 5 ลำ จากแผนการจัดหาทั้งหมด 12 ลำ
ราคาหุ้น General Dynamics ปรับตัวขึ้น 2.6% ในการซื้อขายนอกเวลาทำการที่ตลาดหุ้นนิวยอร์ก ขณะที่หุ้น Huntington Ingalls พุ่งขึ้น 3.9% ส่วนหุ้น Lockheed Martin ปรับตัวขึ้น 0.5% หลังมีการประกาศได้รับสัญญาหลังตลาดหุ้นปิดทำการในวันพุธ (29 ก.ค.)
โดย กัลยาณี ชีวะพานิช/รัตนา พงศ์ทวิช





