กองทัพเรือ สรุปผลการพิจารณาคัดเลือกผู้ยื่นข้อเสนอโครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงเรียบร้อยแล้ว โดยยึดตาม TOR อย่างเคร่งครัด และอยู่ระหว่างเสนอผลการพิจารณาเพื่อรออนุมัติตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง และคาดว่าจะมีมูลค่าการลงทุนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจตลอดโครงการ 7,250 ล้านบาท

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองทัพเรือตระหนักดีว่าสังคมมีความคาดหวังว่าจะได้รับทราบผลการพิจารณาโดยเร็ว แต่ในระหว่างที่กระบวนการยังไม่แล้วเสร็จ กองทัพเรือยังไม่สามารถเปิดเผยผลการพิจารณาหรือรายละเอียดของข้อเสนอแต่ละรายได้ อย่างไรก็ตาม ทันทีที่ได้รับการอนุมัติครบถ้วนตามขั้นตอนแล้ว กองทัพเรือพร้อมเปิดเผยผลการพิจารณาและชี้แจงข้อเท็จจริงในทุกประเด็นที่สามารถเปิดเผยได้ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน สามารถร่วมตรวจสอบกระบวนการได้บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และยังคงรักษาความเป็นธรรมต่อผู้ยื่นข้อเสนอทุกราย
โครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงเป็นโครงการสำคัญในการเสริมสร้างขีดความสามารถของกองทัพเรือในการปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ตลอดจนเพิ่มศักยภาพในการรักษาความมั่นคงทางทะเล การคุ้มครองเส้นทางคมนาคมทางทะเล และการดูแลผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเป็นภารกิจมีความสำคัญต่อความมั่นคงและการพัฒนาประเทศในระยะยาว
โฆษกกองทัพเรือ กล่าวว่า การพิจารณาข้อเสนอในครั้งนี้ กองทัพเรือยึดหลักการพิจารณาบนพื้นฐานข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-Based Evaluation) โดยพิจารณาจากเอกสารคุณสมบัติ ข้อมูลทางเทคนิค ข้อเสนอด้านราคา และรายละเอียดอื่น ๆ ที่ผู้ยื่นข้อเสนอทุกรายได้ยื่นไว้ภายในกรอบเวลาที่กำหนดเท่านั้น ทั้งนี้ การประเมินเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในเอกสารประกวดราคา (TOR) อย่างเคร่งครัด ภายใต้หลักเกณฑ์เดียวกันกับผู้ยื่นข้อเสนอทุกราย เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างเป็นธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้
นอกจากทำการตรวจสอบความครบถ้วนและความสอดคล้องของข้อเสนอตามหลักเกณฑ์แล้ว คณะกรรมการยังให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือ ความสมเหตุสมผล และความเป็นไปได้ในการดำเนินการตามข้อเสนอในทุกด้าน เพื่อให้มั่นใจว่าข้อเสนอเสนอไว้ สามารถดำเนินการได้จริง เกิดผลเป็นรูปธรรม และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อกองทัพเรือและประเทศ
หัวใจสำคัญของการพิจารณาคือการตอบสนองต่อความต้องการทางยุทธการของกองทัพเรือ (Staff Requirements) ซึ่งจัดทำขึ้นจากการวิเคราะห์ภารกิจ สภาพแวดล้อมด้านความมั่นคง และความจำเป็นในการปฏิบัติการทางทะเลของประเทศในอนาคต ดังนั้น กองทัพเรือ จึงมิได้พิจารณาเฉพาะราคาหรือสมรรถนะของตัวเรือเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงนโยบายการตอบแทนผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศ (Offset Policy) เพื่อให้การจัดหาเรือฟริเกตในครั้งนี้เป็นมากกว่าการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ แต่เป็นการสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ ควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และศักยภาพของประเทศในระยะยาว
สำหรับข้อเสนอด้านผลประโยชน์ตอบแทนทางเศรษฐกิจ (Offset) ที่ผ่านการพิจารณา มีมูลค่าการลงทุนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นจริงภายในประเทศไทย (Actual Value) ตลอดโครงการกว่า 7,250 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 43% ของมูลค่าโครงการ โดยเม็ดเงินดังกล่าวจะเกิดจากการลงทุน การจ้างงาน การจัดซื้อจากผู้ประกอบการไทย การพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเรือ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการยกระดับขีดความสามารถของบุคลากรไทย ขณะที่ข้อเสนอดังกล่าวยังมี มูลค่าผลประโยชน์ตอบแทนทางเศรษฐกิจ (Offset Credit Value) มากกว่า 150% ของมูลค่าโครงการ ครอบคลุมการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาอุตสาหกรรม และการยกระดับศักยภาพของประเทศในระยะยาว
และเมื่อเม็ดเงินลงทุนดังกล่าวหมุนเวียนต่อไปในระบบเศรษฐกิจ ผ่านผู้ผลิต ผู้ประกอบการไทย การจ้างแรงงาน การขนส่ง และธุรกิจที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทาน จากการประเมินของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) คาดว่าจะก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 53,650 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 320% ของมูลค่าโครงการ สะท้อนถึงประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยในระยะยาว นอกเหนือจากการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ
โฆษกกองทัพเรือ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระบวนการพิจารณาทั้งหมดอยู่ภายใต้การกำกับติดตามของผู้สังเกตการณ์ตามข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) จากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ซึ่งได้ติดตามและให้ข้อสังเกตตลอดกระบวนการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าการดำเนินงานเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล มีความโปร่งใส เป็นธรรม และสามารถตรวจสอบได้
กองทัพเรือเชื่อมั่นว่าการพิจารณาโครงการครั้งนี้ได้ดำเนินการบนพื้นฐานของข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ โดยยึดความต้องการทางยุทธการของกองทัพเรือเป็นสำคัญ ควบคู่กับการคำนึงถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศในระยะยาว ภายใต้หลักกฎหมาย หลักธรรมาภิบาล ความคุ้มค่า และผลประโยชน์สูงสุดของชาติ เพราะ “กองทัพเรือได้เรือ ประเทศก็ได้ด้วย”





