
นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และ รองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงทิศทางการปฏิรูประบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) ว่า ยังไม่มีความจำเป็นต้องแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่จะกระทบต่อสิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลของประชาชน และต้องไม่มีการแก้ไขกฎหมายที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงหลักการสำคัญ จากสวัสดิการฐานสิทธิ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ไปสู่ สวัสดิการแบบสังคมสงเคราะห์ ซึ่งสิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล และบริการทางการแพทย์ต้องเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชนชาวไทยทุกคน โดยไม่ต้องพิสูจน์ความจน
นายอนุสรณ์ ระบุว่า ปัญหาโรงพยาบาลรัฐขาดสภาพคล่องมีความซับซ้อนหลายมิติ การวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นเพราะประสิทธิภาพการบริหารงบของ สปสช. เพียงอย่างเดียว ถือเป็นการมองปัญหาที่แคบเกินไป อย่างไรก็ตาม หากไม่เริ่มปฏิรูป ระบบจะเสี่ยงต่อการล่มสลายระบบสวัสดิการพื้นฐานในอนาคต ซึ่งจะซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำและความขัดแย้งในสังคมเพิ่มสูงขึ้น
ทั้งนี้ ปัญหาดังกล่าวสามารถแก้ไขและปฏิรูปได้ทันที โดยไม่ต้องแก้กฎหมาย ผ่าน ข้อเสนอเชิงนโยบาย 7 ข้อ ดังนี้
1. พัฒนาระบบการเงินการคลัง ปรับโครงสร้างให้รองรับภาระค่าใช้จ่ายสาธารณสุขที่เพิ่มขึ้นจากสังคมสูงวัย
2. จัดสรรงบเหมาจ่ายรายหัวให้เพียงพอ โดยเฉพาะงบผู้ป่วยนอก สปสช. ของบฯปี 70 ที่ 5,200 บาท/หัว แต่ได้รับการจัดสรรจริง 4,600 บาท และจัดสรรค่าบริการการแพทย์ประเภทผู้ป่วยนอกให้เพียงพอ มีการจัดสรรตามจำนวนประชากร
3. ต้องไม่มีการการรวมศูนย์อำนาจ ต้องไม่มีการแก้ไขระบบที่ทำให้องค์กรอิสระด้านสาธารณสุขอ่อนแอ หรือดึงอำนาจงบประมาณไปเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง
4. บริหารยาและเวชภัณฑ์ มุ่งเน้นการจัดซื้อยา วัคซีน และเวชภัณฑ์อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมส่งเสริมนวัตกรรมในประเทศ
5. เชื่อมโยงข้อมูลและปราบทุจริต ใช้ Big Data เชื่อมระบบบริการกับการเบิกจ่าย ตรวจสอบการทุจริตอย่างแม่นยำรวดเร็ว เพื่อรักษาเสถียรภาพกองทุน
6. เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร รวมรายการจัดซื้อและเพิ่มอำนาจต่อรองราคายาเพื่อลดค่าใช้จ่ายภาพรวม
7. ชดเชยต้นทุนจริง: เพิ่มงบประมาณให้สอดคล้องกับต้นทุนบริการจริง เพื่อลดภาระขาดทุนของโรงพยาบาล
นอกจากนี้ รัฐบาลต้องเร่งลงทุนในอุตสาหกรรมการแพทย์ สาธาณสุข ยา และส่งเสริมการวิจัยนวัตกรรมยาในประเทศ พร้อมเพิ่มกำลังคนและบุคลากรทางการแพทย์ให้เพียงพอ เพื่อต่อยอดประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) อย่างยั่งยืน
โดย ฐานิสร์ ทองนอก




