สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงกว่า 5% ในวันจันทร์ (3 ส.ค.) หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศยกเลิกแผนการโจมตีอิหร่าน และยืนยันว่าสหรัฐฯ กำลังเจรจากับอิหร่าน ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซ และจะทำให้อุปทานน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วย
ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI [WTI.X] ส่งมอบเดือนก.ย. ร่วงลง 4.33 ดอลลาร์ หรือ 5.11% ปิดที่ 80.34 ดอลลาร์/บาร์เรล
ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) [BRENT.X] ส่งมอบเดือนต.ค. ร่วงลง 4.16 ดอลลาร์ หรือ 4.73% ปิดที่ 83.77 ดอลลาร์/บาร์เรล
ราคาน้ำมันร่วงลง หลังจากปธน.ทรัมป์เปิดเผยว่า เขาได้ตัดสินใจยกเลิกแผนการโจมตีอิหร่าน หลังจากอิหร่านและประเทศอื่น ๆ ในตะวันออกกลางได้ร้องขอให้สหรัฐฯ ชะลอการโจมตีออกไป เนื่องจากได้มีการบรรลุข้อตกลงในหลักการแล้ว โดยข้อตกลงประกอบด้วยการเปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยทันที อย่างสมบูรณ์ และโดยสิ้นเชิง รวมทั้งการยุติภัยคุกคามด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน
นอกจากนี้ ปธน.ทรัมป์ยืนยันว่า สหรัฐฯ กำลังเจรจากับอิหร่าน แม้อิหร่านออกมาปฏิเสธในเรื่องนี้ก็ตาม
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งเปิดเผยกับสำนักข่าว Axios ว่า เจ้าชายโมฮัมเหม็ด ไฟซาล บิน ซัลมาน อัล ซาอูด มกุฎราชกุมารและนายกรัฐมนตรีของซาอุดีอาระเบีย ได้ทรงพูดคุยทางโทรศัพท์กับปธน.ทรัมป์เมื่อวันเสาร์ (1 ส.ค.) โดยทรงแสดงความกังวล และขอความชัดเจนเกี่ยวกับแผนการดำเนินการต่ออิหร่าน
นอกจากนี้ ปากีสถาน, กาตาร์, UAE, ตุรกี และประเทศอื่น ๆ ต่างก็เรียกร้องให้สหรัฐฯ และอิหร่าน ลดความตึงเครียด และหลีกเลี่ยงไม่ให้ความขัดแย้งลุกลามบานปลาย
สำหรับความเคลื่อนไหวอื่น ๆ นั้น ปธน.ทรัมป์ได้โพสต์ข้อความบน Truth Social ล่าสุดในวันจันทร์ โดยเรียกร้องให้บริษัท Chevron และบริษัทน้ำมันแห่งอื่น ๆ ลดราคาน้ำมันให้แก่ชาวอเมริกัน พร้อมระบุว่า การที่ Chevron มีผลการดำเนินงานที่ดีได้ก็เพราะรัฐบาลสหรัฐฯ ช่วยให้บริษัทกลับเข้าไปดำเนินธุรกิจในเวเนซุเอลา หลังจากถูกขับออกจากประเทศก่อนหน้านี้
ส่วนในการประชุมของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และพันธมิตร หรือโอเปกพลัส เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (2 ส.ค.) ที่ประชุมมีมติปรับเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันจำนวน 188,000 บาร์เรลต่อวันในเดือนก.ย. หลังจากมีมติเพิ่มกำลังกรผลิตน้ำมัน 188,000 บาร์เรลต่อวันเช่นกันในเดือนส.ค.,ก.ค.และมิ.ย.
โดย รัตนา พงศ์ทวิช





