CONSENSUS: โบรกฯ แห่อัพเป้า SET ปี 69 ลุ้นแตะ 1,818 จุด รับอานิสงส์ AI Infrastructure-Flowไหลเข้าต่อ

นักวิเคราะห์ฯ มองบวกต่อตลาดหุ้นไทยในช่วงที่เหลือของปี 2569 แม้ต้องเผชิญความผันผวนจากปัจจัยมหภาค สงครามในตะวันออกกลางที่ยังไม่แน่นอน และทิศทางดอกเบี้ยธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) แต่ไทยมีจุดแข็งจากการเป็นฐานลงทุน AI Infrastructure ของภูมิภาค พร้อมคาดผลประกอบการไตรมาส 2/69 ดีเกินคาด จ่อปรับเพิ่มเป้าหมาย SET Index และ EPS ตลาด ดันเงินทุนต่างชาติ-ในประเทศไหลเข้าต่อเนื่อง

สรุปเป้าหมาย SET Index ปี 2569

* บล.กรุงศรี ชูไทย “จุดยุทธศาสตร์ใหม่ของ AI ในภูมิภาค ดึงดูดลงทุน Data Center

นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บล.กรุงศรี กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในช่วงที่เหลือของปี 69 จากภาวะที่ตลาดทุนทั่วโลกยังคงมีความผันผวนจากปัจจัยมหภาค นักลงทุนต่างตั้งคำถามถึงทิศทางและกลยุทธ์ที่เหมาะสมสำหรับตลาดหุ้น ฝ่ายวิจัยพบสัญญาณบวกที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการที่ประเทศไทยกำลังถูกมองว่าเป็น “จุดยุทธศาสตร์ใหม่” ของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ของภูมิภาค

แม้ว่าตลาดโลกจะกังวลเรื่องเงินเฟ้อและราคาน้ำมันที่อาจกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง แต่ในมุมมองเชิงลึก Fed อาจมีแนวโน้มที่จะอดทนมากกว่า เนื่องจากตัวเลขเงินเฟ้อที่ผ่านมายังไม่ได้เร่งตัวแรงจากราคาน้ำมันมากนัก และเริ่มเห็นสัญญาณความเปราะบางในตลาดแรงงานสหรัฐหากเฟดเลือกที่จะตรึงอัตราดอกเบี้ย จะส่งผลบวกต่อตลาดหุ้นเอเชียและกลุ่ม Value Market ที่เริ่มให้ผลตอบแทนชนะตลาดพัฒนาแล้ว อย่างเห็นได้ชัดในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา

ประเด็นที่น่าจับตาที่สุดคือการเร่งลงทุนใน AI Infrastructure ของกลุ่ม Hyper-scalers ทั่วโลก ซึ่งส่งผลดีโดยตรงต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยประเทศไทยมีความได้เปรียบเหนือคู่แข่งในหลายมิติ ทั้งความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ที่ไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรอง (Excess Capacity) ที่เพียงพอ มีต้นทุนที่ดินที่แข่งขันได้ และมีสาธารณูปโภคที่พร้อมรองรับ Data Center

ขณะที่สิงคโปร์และมาเลเซียเริ่มมีพื้นที่จำกัด และอินโดนีเซียยังเผชิญกับปัญหาความผันผวนของค่าเงินและนโยบายทางเศรษฐกิจรวมถึงไทยเองมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพเป็นกุญแจสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นให้ต่างชาติมองไทยเป็นบวกมากขึ้น นอกจากนี้มองสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนสะท้อนผ่าน การเติบโตของสินเชื่อ (Credit Growth) ในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ของไทย ที่เป็นบวกสูงสุดในรอบหลายปี ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดว่ายอดการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI กำลังแปรเปลี่ยนเป็นเม็ดเงินลงทุนจริง (FDI)

สำหรับเป้าหมายดัชนีหุ้นไทย ด้านบล.กรุงศรี ยังคงมองที่ 1,600-1,680 จุด โดยคาดว่าตลาดจะค่อยๆ ฟื้นตัวแม้จะมีความผันผวนบ้าง นอกจากนี้ยังมีโอกาสที่นักวิเคราะห์จะปรับประมาณการกำไรตลาด (Earning) ขึ้นอีกครั้งหลังผ่านพ้นช่วงประกาศงบไตรมาส 2/69 โดยกลุ่มอุตสาหกรรมไฮไลท์และหุ้นเด่น (Top Picks) ได้แก่ กลุ่มธนาคาร แนะนำ KBANK และ KTB เนื่องจากเป็นแหล่งเงินทุนหลักและราคายังเทรดต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (PBV ต่ำกว่า 1 เท่า)

กลุ่มโรงไฟฟ้า แนะนำ GULF และ GPSC เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เร่งตัวขึ้นจาก Data Center และกระแสพลังงานสะอาดในระยะยาว กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการลงทุนระลอกใหม่ เช่น PTT ได้ประโยชน์จากการนำเข้า LNG ที่เพิ่มขึ้น และ SCC ที่รับอานิสงส์จากวัฏจักรการลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และกลุ่มการท่องเที่ยวและสุขภาพ แนะนำ AOT และ BH เนื่องจากแรงกดดันด้านต้นทุนน้ำมันเริ่มลดลง และการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีน ผู้ป่วยต่างชาติที่เห็นสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน

* บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เตรียมปรับคาดการณ์ EPS -เป้าหมาย SET

นายชยุต ไกรลาศรัตนศิริ, CISA ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ประเมินแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลัง ยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อได้ แต่จะเป็นลักษณะการสลับกลุ่มลงทุน มากกว่าการปรับขึ้นทุกตัว เนื่องจากหุ้นไทยหลายตัวถูกปรับ EPS ขึ้นและหลายกลุ่มช่วงครึ่งปีหลังน่าจะเติบโตดี อาทิ กลุ่มโรงพยาบาล โรงแรม และไฟแนนซ์

ขณะที่แนวโน้มกระแสเงินทุนจากนักลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ยังคงไหลเข้าต่อ แต่อาจสลับกลุ่มจากช่วงครึ่งปีแรกที่ไหลเข้ากลุ่มพลังงานและธนาคาร แม้ช่วงที่ผ่านมาจะมีจังหวะขายออกมาบ้าง แต่ไม่เยอะมากและยังมีแรงซื้อกลับ ซึ่งยังมีทิศทางเป็นบวก ทั้งนี้ Bloomberg Consensus ได้ปรับคาดการณ์ EPS หุ้นไทยปี 2569 ขึ้นจากเดิมอยู่ที่ระดับ 95 บาท ปัจจุบันทะลุ 100 บาท ขณะที่ บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ประเมิน EPS ตลาดที่ 93 บาท และเตรียมปรับ EPS ขึ้นตามตลาด ภายหลังจากประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/69 ซึ่งรวมถึงการพิจารณาปรับเป้าหมาย SET Index ปี 2569 ขึ้นจากปัจจุบัน 1,600 จุด สำหรับภาพรวมการเปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 2/69 ที่ออกมา ส่วนใหญ่ดีกว่าที่คาดไว้ อย่างไรก็ตามยังต้องติดตามช่วงโค้งสุดท้าย

ทั้งนี้ ช่วงครึ่งปีหลังยังต้องติดตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งมองว่ามีความเสี่ยงปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่ตลาดน่าจะซึมซับประเด็นดังกล่าวไปในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม หากมีโอกาสปรับขึ้นมากกว่า 1 ครั้ง จะเป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตามต่อ ขณะเดียวกัน สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง หากยืดเยื้อก็อาจกดดันต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟดด้วยเช่นเดียวกัน

สำหรับปัจจัยในประเทศ มองว่าเป็นบวกต่อหุ้น จากอานิสงส์ของการเบิกจ่ายงบประมาณ รวมทั้งมาตรการภาครัฐ ทั้งโครงการไทยช่วยไทยพลัส และมาตรการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว ซึ่งส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ก็เป็นปัจจัยหนุนให้เศรษฐกิจเติบโตได้ สำหรับนโยบายภาคพลังงาน ยังต้องรอความชัดเจนช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้น่าจะเห็นรายละเอียดและเม็ดเงินลงทุนที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

* บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ให้ Set Index Target 1,818 จุด

ด้านบล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่จะเห็นการปรับ Set Index Target ขึ้น หลังการรายงานผลประกอบการไตรมาส 2/69 นี้ หลังจากการปรับประมาณการและราคาเหมาะสมของหุ้นรายตัวขึ้น จนส่งผลให้ราคาเป้าหมาย Set Index ที่คำนวณจากหุ้นรายตัวล่าสุดปรับขึ้นมาถึง 1,790 จุด สูงกว่าเป้าหมาย Set Index ของบริษัทหลักทรัพย์หลายแห่ง โดยเป้าหมาย Set Index Target ของเราตั้งแต่ 24 มิ.ย. 69 อยู่ที่ 1,818 จุด

ทั้งนี้บทวิเคราะห์บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) คงมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนครึ่งปีหลัง หุ้นไทย มีโอกาสซื้อขายด้วย PER ที่เพิ่มขึ้น (เกิด re-rating) จากหลายปัจจัย ได้แก่ เศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงกำลังจะดีขึ้น งบไตรมาส 2/68 อาจชะลอในรายอุตสาหกรรม แต่ตลาดพร้อมจะมองข้ามไปยังโมเมนตัมที่ดีขึ้น หลัง กนง. ส่งสัญญาณบวก จากการปรับ GDP ปีนี้ขึ้นเป็น 2.3% จากเดิม 1.5% ประเมินหุ้นอิงเศรษฐกิจในประเทศ จะได้รับความสนใจมากขึ้น ขณะที่หุ้นไทย อาจไม่เด่นเรื่องการเติบโต แต่รอบนี้มีความน่าสนใจ จากภาวะ negative real rate และการซื้อขายด้วย valuation ต่ำ เมื่อเทียบสภาพคล่องในประเทศ นอกจากนี้กลุ่มพลังงานน่าสนใจในการเก็งกำไร เพราะราคาน้ำมันลงมาใกล้ช่วงเริ่มสงครามแล้ว ขณะที่ผลประกอบการหลายตัวจะออกมาในระดับดีมาก อย่างไรก็ตามภาพระยะกลางเรามองน้ำหนักการลงทุนจะถูกโอนถ่ายไปยังกลุ่มอิงเศรษฐกิจในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะ การแพทย์ ท่องเที่ยว การเงิน ค้าปลีก ขนส่ง

เป้าหมาย SET Index เป็น 1,818 จุด เป้าหมาย SET Index ของเรา อิง Earnings yield gap (ส่วนต่างระหว่าง Earnings yield และ Bond yield) เรามองตลาดหุ้นไทยดึงดูดเงินทุนจาก 2 ส่วน ได้แก่เงินทุนต่างชาติ จากการกระจายความเสี่ยงออกจากธีมเทคโนโลยี ซึ่งไทยมีจุดขายในเรื่องของเสถียรภาพ และเป็นตลาดที่ไม่แพง และเงินทุนในประเทศจากตลาดตราสารหนี้ ภาวะอัตราดอกเบี้ยแท้จริงติดลบ จะเป็นปัจจัยหนุนเงินไหลจากตลาดตราสารหนี้เข้าสู่ตลาดหุ้น

โดย วรินทร ศิรินอก/รัชดา คงขุนเทียน