
ค่าเงินบาท [USDTHB.X] เปิดเช้านี้ที่ระดับ 33.01 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าจากปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ระดับ 33.05/06 บาท/ดอลลาร์
นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า วันศุกร์ที่ผ่านมา (7 ส.ค.) ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร สหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าคาดมาก ทำให้ตลาดมองว่า มีโอกาสน้อยลงที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขึ้นดอกเบี้ยในเดือนก.ย.นี้ เลยทำให้ตัวดอลลาร์อ่อนค่าเทียบทุกสกุล
นักบริหารเงิน คาดกรอบเงินบาทวันนี้ จะอยู่ที่ระดับ 32.90-33.15 บาท/ดอลลาร์
* ปัจจัยสำคัญ
– เงินเยน อยู่ที่ระดับ 158.03 เยน/ดอลลาร์ จากเย็นวันศุกร์ที่ระดับ 158.35/37 เยน/ดอลลาร์
– เงินยูโร อยู่ที่ระดับ 1.1550 ดอลลาร์/ยูโร จากเย็นวันศุกร์ที่ระดับ 1.1529/1530 ดอลลาร์/ยูโร
– อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท/ดอลลาร์ ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักระหว่างธนาคารของธปท. อยู่ที่ระดับ 33.108 บาท/ดอลลาร์
– “อนุทิน” เร่ง FTA เปิดตลาดโลก ลดกำแพงภาษี ดันเอกชนไทยขึ้นห่วงโซ่อุปทานโลก ด้าน “ศุภจี” จับเข่าคุย “เอกนิติ” เล็งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่
– “วิกฤติเอสเอ็มอี” ลามหนักต่อเนื่อง ธปท. ชี้หนี้เสียสูงลิ่วเทียบรายใหญ่ สะท้อน “เคเชป” ชัดเจน ด้าน “กรุงไทย” มองแก้ปัญหาเอสเอ็มอีควรเป็น “วาระแห่งชาติ” ชี้ “ถมเงิน” อย่างเดียวไม่พอ “อีไอซี” เผยยอดปิดโรงงานแซงเปิด สูงสุดในรอบ 10 ไตรมาส ตอกย้ำกำไรต่ำ ซอมบี้พุ่ง “กสิกรไทย” เตือนหนี้เสียสูงต่อเนื่อง สินเชื่อ “ติดลบ” 15 ไตรมาส สมาพันธ์เอสเอ็มอีฯ ชู 5 วาระด่วนยกระดับเอสเอ็มอี
– รมว.คลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าของมาตรการทางการเงินเพื่อช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ว่ากระทรวงการคลังมีความห่วงใยต่อสถานการณ์หนี้ของเอสเอ็มอีที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น จึงได้หารือผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อย่างใกล้ชิดพร้อมทั้งมอบโจทย์ให้ ธปท.ช่วยดูแลปัญหาของเอสเอ็มอีเป็นกรณีพิเศษ โดยเฉพาะโครงการ “SME Credit Boost” ซึ่งขณะนี้มีเม็ดเงินสินเชื่อกระจายออกสู่ระบบ ทำให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น ควบคู่ไปกับโครงการ “ปิดหนี้ไวไปต่อได้” ที่ผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการเติมเต็มและขยายผลการช่วยเหลือให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น กระทรวงการคลังได้มอบหมายให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐเข้ามาช่วยเหลือเอสเอ็มอี
– รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงสถานการณ์การส่งออกของไทยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 ว่า การส่งออกยังขยายตัวได้ดีและสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน สอดคล้องกับที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงทิศทางการส่งออกของไทยเมื่อเร็วๆ นี้ โดยเดือนมกราคมมิถุนายน 2569 ไทยมีมูลค่าส่งออกรวม 196,741.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 17.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่เฉพาะเดือนมิถุนายน 2569 การส่งออกมีมูลค่า 34,655.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 20.8%
– ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เดินหน้าความพยายามปลด ลิซา คุก สมาชิกคณะกรรมการผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ออกจากตำแหน่งอีกครั้ง โดยทำเนียบขาวแจ้งให้เธอชี้แจงข้อกล่าวหาว่าให้ข้อมูลอันเป็นเท็จในใบสมัครสินเชื่อจำนอง ซึ่งคุกปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว
– กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรลดลง 23,000 ตำแหน่งในเดือนก.ค. สวนทางนักวิเคราะห์ที่คาดว่าเพิ่มขึ้น 88,000 ตำแหน่ง ส่วนอัตราว่างงานลดลงสู่ระดับ 4.1% ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 4.2%
– นักลงทุนพากันเพิ่มน้ำหนักต่อการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะคงอัตราดอกเบี้ยในเดือนก.ย. หลังสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรลดลงในเดือนก.ค. สวนทางกับก่อนหน้านี้ที่นักลงทุนต่างก็คาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนดังกล่าว
– เครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 59.9% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมวันที่ 16 ก.ย. จากเดิมที่ให้น้ำหนักเพียง 33.0% ในสัปดาห์ที่แล้ว
– ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ สัปดาห์นี้ ได้แก่ ยอดขายบ้านมือสอง ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคาผู้ผลิต ยอดค้าปลีกเดือนก.ค. จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ รวมถึงดัชนีความเชื่อมั่น และตัวเลขเงินเฟ้อคาดการณ์ในมุมมองผู้บริโภคเดือนส.ค. (เบื้องต้น)
– นักลงทุนจับตาข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินแนวโน้มนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) โดยทางการสหรัฐฯ จะเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนก.ค.ในวันพุธนี้ (12 ส.ค.) และจากนั้นจะเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ประจำเดือนก.ค.ในวันพฤหัสบดี (13 ส.ค.)
โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน





