
ครม. ไฟเขียวยกระดับการดูแลความปลอดภัยในสถานศึกษาเป็น “วาระแห่งชาติ” ตามข้อเสนอของกระทรวงศึกษาธิการ หลังเกิดเหตุความรุนแรงในพื้นที่นนทบุรี เร่งบังคับใช้มาตรการเชิงรุกทันทีทุกโรงเรียนทั่วประเทศ มุ่งคัดกรองอาวุธเข้มงวด ซ้อมแผนเผชิญเหตุ จัดตั้ง “ห้องพักใจ” เยียวยาจิตใจ พร้อมดันร่าง พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ วางระบบคุ้มครองระยะยาว
ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอให้ยกระดับการดูแลความปลอดภัยในสถานศึกษาเป็น “วาระแห่งชาติ” เพื่อป้องกันและรับมือเหตุรุนแรงในสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ และสร้างความมั่นใจแก่เด็ก ครู และบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ หลังเกิดเหตุสะเทือนขวัญในโรงเรียนพื้นที่ จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 69 ที่ผ่านมา
- ยกระดับ School Safety Zone บังคับใช้ทันทีทุกโรงเรียน
กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ออกประกาศมาตรการความปลอดภัยของสถานศึกษา เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 69 มีผลบังคับใช้ทันทีกับสถานศึกษาทุกแห่ง โดยมีแนวทางปฏิบัติสำคัญ ดังนี้
– คัดกรองเข้มงวดก่อนเข้าพื้นที่: ตรวจค้นและคัดกรองอาวุธ สิ่งผิดกฎหมาย และสิ่งของก่อนเข้าสถานศึกษาอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันความเสี่ยงตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ
– กำหนดเขตปลอดภัย: ประกาศให้โรงเรียนเป็น “เขตพื้นที่ปลอดภัย (School Safety Zone)” และจัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัยประจำสถานศึกษา
– เตรียมพร้อมเผชิญเหตุ: จัดทำและซักซ้อมแผนเผชิญเหตุฉุกเฉิน โดยทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
– ดูแลสุขภาพจิต: จัดระบบดูแลสภาพจิต เพื่อให้มาตรการความปลอดภัยครอบคลุมทั้งร่างกายและจิตใจของนักเรียน ครู และบุคลากร
- ฟื้นฟูจิตใจผู้ได้รับผลกระทบ จัดตั้ง Safe Room รับมือ PTSD
สำหรับการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ ศธ. ได้ประสานความร่วมมือกับคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และทีม MCATT กรมสุขภาพจิต ร่วมดูแลอย่างใกล้ชิด ดังนี้
– จัดตั้ง “ห้องพักใจ (Safe Room)”: เป็นพื้นที่ช่วยฟื้นฟูสภาพจิตใจ และเตรียมความพร้อมครู และผู้ปกครอง ให้สามารถดูแลนักเรียนได้อย่างเหมาะสม ก่อนกลับเข้าสู่การเรียนตามปกติ
– หลังเหตุการณ์ดูแลจิตใจต่อเนื่อง: ติดตาม ประเมิน และคัดกรองสภาพจิตใจผู้ได้รับผลกระทบ และคัดกรองภาวะเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ (PTSD) ในช่วง 1 เดือน 3 เดือน และ 6 เดือน ดูแลต่อเนื่องจนกว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
– วางระบบระยะยาว: ศธ. อยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ “ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปลอดภัยและการใช้เครื่องมือสื่อสารหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของนักเรียน และนักศึกษาในสถานศึกษา” ผ่านระบบกลางทางกฎหมาย (Law.go.th) ตั้งแต่วันที่ 10 ส.ค.-9 ก.ย. 69 เพื่อใช้วางกรอบกฎหมายแม่บท และระบบรองรับการดูแลความปลอดภัยในสถานศึกษาในระยะยาว
“รัฐบาลไม่นิ่งนอนใจ และจะไม่รอให้เกิดเหตุแล้วค่อยแก้ไข แต่จะเร่งป้องกัน เตรียมพร้อม และดูแลเด็กทั้งกายและใจ โดยกระทรวงศึกษาธิการ จะประสานขอความร่วมมือไปยังทุกกระทรวงที่มีสถานศึกษาในสังกัด ให้นำมาตรการความปลอดภัยไปปรับใช้ เพื่อยกระดับมาตรฐานการดูแลผู้เรียนให้เป็นแนวทางเดียวกันทั่วประเทศ และสร้างความมั่นใจให้เด็ก ครู และผู้ปกครองว่าโรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้ และการใช้ชีวิตของเด็กทุกคน” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว
โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์





