
บทบาทของ Stablecoin เริ่มชัดเจนขึ้นทุกที เมื่อมีผู้ให้บริการ รับ โอนเงินเจ้าใหญ่อย่าง MoneyGram เริ่มเปิดรับการใช้บล็อกเชน รองรับการทำธุรกรรมด้วย Stablecoin รองรับการใช้งานกว่า 170 ประเทศทั่วโลก
* MoneyGram เชื่อม Solana! ถือคริปโทแล้วแลกเงินสดได้กว่า 170 ประเทศ
หลายคนน่าจะรู้จัก MoneyGram ในฐานะบริษัทรับโอนเงินระหว่างประเทศเจ้าใหญ่กันดี แต่ล่าสุด MoneyGram กำลังขยับเข้าใกล้โลกคริปโทฯ ไปอีกขั้น เพราะบริษัทฯ ประกาศนำบริการ MoneyGram Ramps มาใช้งานบนเครือข่าย Solana ทำให้ Wallet หรือแอปต่าง ๆ บน Solana สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายของ MoneyGram ได้โดยตรงเลย
พูดง่าย ๆ ก็คือ…ถ้าเราถือคริปโทฯ อยู่ใน Wallet ที่รองรับ ก็สามารถนำคริปโทฯ ไปแลกเป็นเงินสดผ่านเครือข่ายของ MoneyGram ได้ หรือถ้าเรามีเงินสด ก็สามารถนำมาแลกเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลได้เช่นกัน
ปัจจุบัน MoneyGram รองรับการฝากเงินสดในกว่า 25 ประเทศ และถอนเงินสดได้มากกว่า 170 ประเทศทั่วโลก สิ่งที่น่าสนใจคือ MoneyGram บอกว่า เป้าหมายของบริษัทไม่ใช่ทำให้คนใช้ Blockchain แต่คือ ทำให้การโอนเงินข้ามประเทศเร็วขึ้น ถูกลง และใช้งานง่ายขึ้น โดยที่ผู้ใช้แทบไม่ต้องรู้เลยว่าเบื้องหลังใช้ Blockchain
จริง ๆ MoneyGram เดินเกมนี้มาหลายปีแล้ว เริ่มตั้งแต่ปี 2022 ก็ร่วมมือกับ Stellar รองรับ USDC ก่อนหน้านี้ก็เปิดตัว Stablecoin ของตัวเองชื่อ MGUSD และล่าสุดก็เข้ามาเป็น Validator ของ Solana อีกด้วย
งานนี้เห็นชัดเลยว่า Stablecoin เริ่มถูกใช้งานในโลกจริงมากขึ้นเรื่อย ๆ จากเดิมที่หลายคนใช้แค่ซื้อขายคริปโทฯ ตอนนี้เริ่มถูกนำมาใช้โอนเงินข้ามประเทศแล้ว แถมสามารถเชื่อมกับเครือข่ายรับ-จ่ายเงินสดของผู้ให้บริการรายใหญ่ได้ด้วย ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่ง Use Case ที่น่าจับตา
* MTS Gold Investment Token ลงทุนธุรกิจค้าทอง ผลตอบแทนเริ่มต้น 3%
หลายคนที่ติดตามข่าว MTS Gold Investment Token มาสักพัก…ตอนนี้เปิดให้จองแล้ว ถึงวันที่ 30 สิงหาคม หรือจนกว่าวงเงินจะเต็ม
MTS Gold Investment Token โครงการนี้เป็น Investment Token ที่ลงทุนในธุรกิจค้าทองคำของกลุ่มแม่ทองสุก ซึ่งจุดเด่นของ Investment Token ตัวนี้คือ ผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนคงที่ 3% ต่อปี และยังมีโอกาสได้รับผลตอบแทนเพิ่มเติม หากราคาทองคำเฉลี่ยตอนปิดโครงการสูงกว่าตอนเริ่มต้น ตามรายละเอียดในหนังสือชี้ชวน
เงินที่ระดมทุนได้ บริษัทระบุว่าจะนำไปลงทุนซื้อทองคำแท่ง 96.5% ไม่น้อยกว่า 90% เพื่อใช้เป็นสินค้าคงคลังสำหรับธุรกิจค้าทอง ส่วนที่เหลือใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน
นักลงทุนรายย่อยสามารถเริ่มลงทุนได้ตั้งแต่ 10,000 บาท หรือ 10 โทเคน (โทเคนละ 1,000 บาท) และลงทุนได้ไม่เกิน 300,000 บาทต่อราย ส่วนผู้ลงทุนรายใหญ่และสถาบันไม่จำกัดวงเงิน แต่ต้องไปทำเรื่องยืนยันว่าเป็นนักลงทุนรายใหญ่ก่อน
อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือ การจัดสรรใช้ระบบ First Come First Served ใครจองก่อน ชำระเงินก่อน ก็มีโอกาสได้รับการจัดสรรก่อน
ที่น่าสนใจของดีลนี้ ไม่ใช่ผลตอบแทน 3% อย่างเดียว แต่เป็นการที่เราเริ่มเห็นบริษัทในไทย นำ Investment Token มาใช้ระดมทุนในธุรกิจจริงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโครงการป่าชายเลนของ Blu Green Token หรือธุรกิจค้าทองของ MTS ด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์นี้ ไม่ใช่การซื้อทองคำแท่ง, ไม่ใช่เงินฝาก, และ ไม่ใช่หุ้นกู้ รวมถึงไม่ได้รับประกันผลตอบแทนหรือเงินต้น ผู้ลงทุนควรอ่านหนังสือชี้ชวนและทำความเข้าใจความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
* Bitazza จับมือ Sumsub ทำไม Travel Rule ถึงสำคัญกับคนใช้คริปโทฯ?
ช่วงนี้หลายคนอาจเริ่มได้ยินคำว่า Travel Rule กันบ่อยขึ้น ฟังชื่อแล้วอาจจะงง ๆ … เกี่ยวอะไรกับการท่องเที่ยวหรือเปล่า?
จริง ๆ แล้วไม่เกี่ยวเลย แต่เป็นกฎใหม่ที่กำลังจะเข้ามาเปลี่ยนวิธีการโอนคริปโทฯ ของผู้ใช้งานทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย
ล่าสุด Bitazza Thailand ประกาศจับมือกับบริษัท Sumsub บริษัทผู้ให้บริการระบบยืนยันตัวตน (KYC) และระบบป้องกันการฟอกเงิน (AML) ระดับโลก เพื่อเตรียมระบบรองรับ Travel Rule ก่อนที่ ก.ล.ต. ไทยจะเริ่มบังคับใช้ในเร็ว ๆ นี้
Travel Rule เป็นมาตรฐานที่ FATF หรือหน่วยงานด้านการป้องกันการฟอกเงินระดับโลก ผลักดันให้หลายประเทศนำมาใช้ หลักการง่าย ๆ คือ…เวลามีการโอนคริปโทฯ ระหว่างผู้ให้บริการที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล เช่น Exchange หรือ Broker ข้อมูลของผู้โอนและผู้รับ จะต้องถูกส่งต่อระหว่างผู้ให้บริการด้วย ไม่ใช่ส่งแค่เหรียญอย่างเดียว โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยป้องกันการฟอกเงิน การใช้บัญชีม้า การฉ้อโกง และการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย
ทาง Bitazza บอกว่า เขาได้เตรียมระบบรองรับไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยใช้โซลูชันของ Sumsub ซึ่งจะช่วยให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลกับผู้ให้บริการในต่างประเทศทำได้ตามมาตรฐานสากล คนที่มีธุรกรรมเกี่ยวกับ คริปโทฯ ก็ไม่ต้องกังวลใจไป
โดย ดวงกมล คล่องบุญจิต





